พลวัตของโลกที่ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจาก “ทางเลือก” สู่ “รากฐานใหม่” ของขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนจาก “ความตั้งใจ” สู่ “การลงมือทำจริง” ที่มีมาตรฐานความโปร่งใสระดับสากลเป็นตัวกำกับ โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งหากไร้การขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงถึง 40% ภายในปี พ.ศ. 2591
กลยุทธ์ ‘3 Green Framework’ ตัวเร่งสำคัญสู่ Green Finance

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3 Green Framework (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design) ตลอด Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกันนี้ได้นำกรอบ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์
ทั้งนี้ แสนสิริถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า Emission Intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล ดัชนีดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งแสนสิริทำค่า Energy Intensity ได้ที่ 59.16 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อปี ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของภาครัฐที่กำหนดไว้ที่ 80 เรียบร้อยแล้ว
นำร่อง Green Loan 4,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ แสนสิริยังได้รับความสนับสนุนด้าน Green Finance จากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรวมแล้ว 6 โครงการ โดยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา
“แสนสิริตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% และตั้งเป้าหมายระยะกลางที่จะลดให้ได้ 20% ภายในปี พ.ศ. 2573” ส่วนบนของฟอร์ม อุทัย กล่าว ส่วนล่างของฟอร์ม
SET เดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคาร์บอน เลี่ยง Climate Risk

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ในปัจจุบันค่านิยมของตลาดทุนโลกได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG อย่างเต็มตัว โดยแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างมูลค่าในระยะยาวที่มีกรอบเวลาการลงทุน ตั้งแต่ 5-8 ปี จนถึง 20-30 ปี จากข้อมูลระบุว่านักลงทุนสถาบันต่างประเทศมีข้อกำหนดที่เข้มงวด โดยจะไม่เข้าลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผนงานหรือมาตรฐาน ESG ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นและความสามารถในการระดมทุน ขณะที่ในประเทศไทย รัฐบาลได้สนับสนุนผ่านกองทุน Thai ESG ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ของกองทุนประเภทนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของปริมาณการปล่อยทั้งโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรก (Top 20) ของโลกในด้านความเสี่ยงจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) หากไม่มีการดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี พ.ศ. 2591 GDP ของไทยอาจลดลงถึง 40% โดยตัวเลขการเติบโตอาจติดลบถึง 4% เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลในกรุงเทพฯ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งได้พัฒนาเครื่องมืออย่าง SET Carbon Calculator ร่วมกับภาคธนาคารเพื่อช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สามารถวัดผลได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ตั้งเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรเองซึ่งได้รับการรับรองจาก SBTi ในยุโรป เพื่อนำองค์ความรู้มาส่งต่อให้แก่บริษัทจดทะเบียน
ความยั่งยืน ≠ CSR

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ระบุถึงบทบาทของภาคการเงินในการหนุนธุรกิจสีเขียวว่า ปัจจุบันแนวคิดเรื่องความยั่งยืน และ ESG ได้เปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่การเป็น “ระเบียบโลกใหม่” ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภาคธุรกิจที่สามารถปรับตัวตามกติกาใหม่นี้ได้สำเร็จ จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงิน ตลอดจนสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
โดยตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนสถาบันระดับโลกอย่าง BlackRock และ Goldman Sachs ต่างเร่งขยายการลงทุนใน Sustainable Finance อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในผลตอบแทนระยะยาวจากบริษัทที่มีแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน
Transition Enabler ดัน Green Finance หนุนธุรกิจไทยสู่ Net Zero
สำหรับประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าตลาดที่เกี่ยวข้องในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินได้ปรับบทบาทสู่การเป็น “Transition Enabler” เพื่อสนับสนุนธุรกิจผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งการพิจารณาสินเชื่อจะอ้างอิงตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy เพื่อป้องกันการฟอกเขียวและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (Less Brown) ผ่านนวัตกรรมทางการเงิน อาทิ สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (SPT) และหุ้นกู้พ่วงคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050