ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนากลไกทางกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ. บรรจุภัณฑ์ และมาตรการ (Extended Producer Responsibility : EPR) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและลดปริมาณขยะอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยข้อมูลสถิติในแต่ละปีคาดว่ามีพลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทรถึง 11 ล้านตัน และอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี พ.ศ. 2583 ขณะที่ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยในชุมชนมากกว่า 27 ล้านตัน โดยคิดเป็นขยะพลาสติกราว 18 %

MA-RE-DESIGN ทะเลไม่ใช่ปลายทางของขยะ
โครงการ “การป้องกันขยะทะเลด้วยการลดการใช้ การออกแบบอย่างยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก” หรือโครงการ “MA-RE-DESIGN” จึงถูกริเริ่มขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยได้รับงบโดยประมาณสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (BMUKN) เพื่อดำเนินงานในปี พ.ศ. 2565 – 2569
โครงการดังกล่าว ได้จัดตั้งขึ้นในปี 2566 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านหลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Eco-design) ให้กับภาคเอกชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสถาบันการศึกษา เพื่อนำหลักการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) และการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) มาใช้ในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ จึงได้ผลลัพธ์เป็นคู่มือ D4R ฉบับปรับปรุงใหม่, ข้อเสนอแนะทางกฎหมายเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน, การแลกเปลี่ยนความรู้ระดับนานาชาติร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี รวมถึงสนับสนุนบริษัท 3 แห่งในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่ายขึ้นและใช้ประโยชน์จากวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรางวัลนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ประจำปี (Packaging Innovation Award) ยังกระตุ้นนักนวัตกรรมรุ่นใหม่และ SME ให้เห็นว่าการออกแบบที่ยั่งยืนสามารถส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจได้
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังร่วมให้ข้อมูลสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการใช้ระบบ EPR โดยจัดทำคู่มือการคำนวณค่าธรรมเนียม EPR, ข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organisation: PRO) ที่สอดคล้องกับบริบทของไทย และข้อเสนอแนะทางกฎหมายที่สอดรับกับมาตรฐานสากล เพื่อพัฒนารากฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษในการพัฒนานโยบายและข้อบังคับที่จำเป็นต่อการบังคับใช้ระบบ EPR ในอนาคต
ความสำเร็จในพื้นที่สู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ

อัลวาโร่ ซูริต้า ผู้อำนวยการโครงการ MA-RE-DESIGNจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า โครงการ “MA-RE-DESIGN” ได้บรรลุผลการดำเนินงานที่สำคัญภายหลังจากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการสะท้อนผ่านการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง และเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศทางทะเลสำคัญและเผชิญความเสี่ยงสูงหากขาดการจัดการขยะที่เหมาะสม โดยนำมาตรการจัดการขยะที่ชัดเจนมาใช้เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกเกิดขึ้นจริงภายในพื้นที่
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้ขยายผลสู่ระดับภูมิภาคผ่านความร่วมมือกับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ร่วมกับประเทศอื่นๆ อีก 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจและ WWF Thailand ในการลดการรั่วไหลของพลาสติกสู่ธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำแนวปฏิบัติที่ดีจากนานาชาติมาปรับใช้และแบ่งปันความสำเร็จของตนเองในเวทีระดับสากลได้
“แม้ว่าโครงการจะเสร็จสิ้นลง แต่การจัดการขยะพลาสติกถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องดำเนินต่อไปเสมือนฟันเฟืองในเครื่องยนต์ ซึ่งความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการจัดทำกรอบระเบียบและข้อบังคับทางกฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นรากฐานในการบังคับใช้นโยบายตามที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว” อัลวาโร่ กล่าว
เปลี่ยนขยะกลับเข้าสู่ระบบไม่ใช่หลุดสู่ทะเล

เอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้จัดการโครงการ WWF ประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินงานของ WWF ได้สร้างการเชื่อมโยงส่วนที่ขาดหายไปแทนการตั้งคำถามเรื่องปริมาณการเก็บขยะ เพื่อให้วัสดุมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบ โดยกระบวนการทำงานในภาคสนามเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ผ่านเส้นทางการจัดการขยะ เพื่อระบุจุดที่ต้องได้รับการยกระดับและเชื่อมต่อให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาแปลงเป็นแผนปฏิบัติการที่กำหนดลำดับความสำคัญร่วมกับเทศบาลและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงมากกว่าเพียงแค่การทำรายงานข้อเสนอแนะ
ภายใต้โครงการ “MA-RE-DESIGN” WWF เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อการขนส่งวัสดุจากเกาะกลับเข้าสู่ฝั่งเพื่อส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิล ในพื้นที่เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง และพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงการจัดตั้งระบบมัดจำคืนเงิน (Deposit Return System: DRS) การขยายจุดเติมน้ำเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การสร้างระบบขนส่งย้อนกลับสำหรับขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ และการจัดตั้งธนาคารขยะชุมชน จนปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่าได้กลายมาเป็นผู้นำในการจัดการขยะบนเกาะได้สำเร็จ
นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นยังถูกส่งต่อสู่ระดับภูมิภาคผ่านเครือข่ายของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และหน่วยงานประสานงานทางทะเลเอเชียตะวันออก (COBSEA) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกับประเทศภาคีสมาชิกอื่นๆ ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการขยะพลาสติกในระดับสากลต่อไป
พื้นที่นำร่อง “ขยะมีค่าเกาะเต่า” เปลี่ยน “วิกฤตขยะ” สู่การเป็น “Living Lab” ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

ศรายุทธ ธนะโสธร ประธานวิสาหกิจชุมชน ขยะมีค่าเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เกาะเต่ามีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตร แต่ต้องแบกรับจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 700,000 คนต่อปี และปริมาณขยะอีกกว่า 30 ตันต่อวัน ภายใต้การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จากโครงการ ชุมชนได้เปลี่ยนผ่านจากการรับมือกับ “วิกฤตขยะ” สู่การเป็น “Living Lab” ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพลิกมุมมองจากการเห็นขยะเป็นภาระ มาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ผ่านการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การพัฒนาระบบภาชนะหมุนเวียน (Reusable Packaging) และการรักษามูลค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งผลให้เกาะเต่าสามารถสร้างโมเดลการจัดการทรัพยากรที่ก้าวข้ามการแก้ปัญหาปลายทางไปสู่การออกแบบทั้งระบบ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “วิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่า” และธนาคารขยะที่สามารถจัดการขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำที่เป็นปัญหาสะสมของพื้นที่มาอย่างยาวนานให้กลับเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันหลายประเทศกำลังร่วมสร้างกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษจากพลาสติกผ่านคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (INC) ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังขับเคลื่อนกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) รวมถึงกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดภาระสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและผู้ผลิตชาวไทยโดยตรง
ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ MA-RE-DESIGN มาตลอด 4 ปีจะช่วยขับเคลื่อนไทยในการบริหารจัดการพลาสติกในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป