ฮุนได ยกระดับไทยสู่ฐานผลิต EV ระดับโลก ประเดิม IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบในไทย ปูทางส่งออกอาเซียน


ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามักกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบล่าสุด ก็กำลังเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ของผู้บริโภคไทยเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม

ฮุนได ยกระดับไทยสู่ฐานผลิต EV ระดับโลก ประเดิม IONIQ 5 N Line

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในตลาดรถพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมยกระดับบทบาทประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในฐานประกอบรถพลังงานไฟฟ้าของฮุนไดในเครือข่ายระดับโลก ด้วยการเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย โดยต่อยอดความสำเร็จจากตระกูล IONIQ ในตลาดโลก ซึ่งมียอดขายสะสมกว่า 500,000 คันทั่วโลก

เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบในประเทศไทย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของฮุนไดในการขยายธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และต่อยอดความสำเร็จของ IONIQ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล IONIQ จนปัจจุบันมียอดขายทะลุ 500,000 คันทั่วโลก

ทั้งนี้ การนำรุ่น N Line มาผลิตในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของฮุนไดต่อศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร ระบบซัพพลายเชน และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยปัจจุบัน IONIQ 5 ผลิตในโรงงานของฮุนไดเพียง 6 แห่งทั่วโลก และประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากเกาหลีใต้ที่ได้รับการผลิตรุ่น N Line

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดสำคัญของฮุนได แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูงของบริษัทในระดับโลก ฮุนไดยังคงเดินหน้าวางรากฐานเพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว“ เจ กิว จอง กล่าว

คิม อินฮวา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย ยังคงใช้แพลตฟอร์ม E-GMP พร้อมระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยรองรับการชาร์จเร็ว โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10-80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาที อีกทั้งยังใช้แบตเตอรี่ขนาด 84 kWh ที่รองรับการเปลี่ยนเป็นรายโมดูล ช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงในระยะยาว และรองรับการใช้งานเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันหลักของครอบครัว

อีกหนึ่งไฮไลต์ของรุ่นประกอบไทย คือการติดตั้งระบบ “Hyundai Bluelink Connected Car Services” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านสมาร์ตโฟน ทั้งการตรวจสอบสถานะรถ ล็อกหรือปลดล็อกจากระยะไกล เปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้า ค้นหาตำแหน่งรถ รวมถึงรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในอนาคต

ด้าน วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ได้เริ่มต้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอย่างเป็นทางการ ณ โรงงานประกอบในรูปแบบ SKD (Semi-Knocked Down) ที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับเปลี่ยนสายการผลิต ซึ่ง “IONIQ 5 N Line” นับเป็นโมเดลแรกที่เริ่มทำการประกอบ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภายใต้การดำเนินงานจากโครงการ EV3.5 ของภาครัฐ ฮุนไดได้ใช้สิทธิการนำเข้าจำนวน 400 คัน ส่งผลให้มีข้อผูกพันในการผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:2 หรือคิดเป็นจำนวน 800 คัน ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นโดยไม่จำกัดเฉพาะโมเดลใดโมเดลหนึ่ง

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการจำหน่ายรุ่นดังกล่าวไว้ที่ประมาณเดือนละ 100 คัน ในส่วนของการผลิตยังมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีการประกอบแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลักและใช้บุคลากรเพียงประมาณ 10 คนในการควบคุมคุณภาพ โดยปัจจุบันฮุนไดมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) อยู่ที่ 46 % ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 40%

นอกจากนี้ ฮุนไดได้ตั้งเป้ายอดขายรวมในสิ้นปีไว้ที่ประมาณ 2,800 คัน โดยครึ่งปีแรกมียอดขายสะสมอยู่ที่ประมาณ 1,000 คัน โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ราคาเพื่อกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะรุ่น IONIQ 5N Line ที่เปิดราคาช่วง Early Bird 400 คันแรก ไว้ที่ 1,399,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีระบบชาร์จ 800 โวลต์ที่มีอยู่ในตัวรถ แม้ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียมจะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของแบรนด์จีน แต่ฮุนไดยังคงเชื่อมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับโลกและระบบการบำรุงรักษาที่มีความพร้อมมากกว่า

บริษัทยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบโมดูล ซึ่งสามารถแยกเปลี่ยนได้ในราคาประมาณโมดูลละ 40,000 บาท โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด พร้อมดำเนินนโยบาย “ASEAN Policy” ที่เน้นการบริหารจัดการฐานการผลิตในไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ให้เกิดความคุ้มทุนสูงสุดตามความเชี่ยวชาญของแต่ละประเทศ โดยมีแผนที่จะศึกษาการส่งออกรถยนต์ที่ประกอบในประเทศไทยไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงประเทศออสเตรเลียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้หลุดจากอันดับ 1 ใน 10 ของฐานการผลิตยานยนต์โลกไปอยู่อันดับที่ 11 จึงอยากให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนตลาดรถยนต์ในภาพรวม ไม่ใช่เพียงกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อผลักดันให้ยอดผลิตและขายในประเทศกลับไปแตะระดับ 1 ล้านคันอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเพื่อการส่งออกอย่างยั่งยืน