โรคไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการป้องกัน


ไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบบ่อยในทุกภาคของประเทศไทยในช่วงฤดูฝน มักจะระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในเด็ก ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงลาย จะแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ช่วงเข้าฤดูฝนอากาศชื้น พื้นที่ทั่วไปจะเปียกและชื้นแฉะ จึงเป็นเหตุให้ยุงขยายพันธุ์มากมายและยุงชุมมากขึ้น

เมื่อชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หากยังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ระวังหรือป้องกันเรื่องของยุง มักจะถูกยุงกัดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะมีเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อให้เกิดอาการของโรคไข้เลือดออก ในร่างกายของผู้ใหญ่หรือเด็ก ๆ ทั่วไปเมื่อถูกยุงกัดมีการแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เริ่มต้นจะมีอาการเป็นไข้ โดยเฉพาะใน 3 วันแรกจะมีไข้ต่ำ ๆ อยู่ที่ประมาณ 38 °C (38 องศาเซลเซียส) อ่อนเพลีย และอาจจะมีเจ็บคอหรือไอบ้าง มีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ เมื่อเข้าสู่วันที่ 4 ของการติดเชื้อ จะเริ่มมีจุดหรือจ้ำแดง ๆ ขึ้นตามผิวหนังทั่วตัว เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออก นอกจากทำให้มีไข้แล้วอ่อนเพลียร่างกาย ยังมีผลทำให้เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังทั่วไปเกิดการแตกตัว จึงก่อให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ หรือจ้ำตามผิวหนัง เช่น แขน ขา หน้าอก หน้าท้อง รวมถึงบริเวณหลังด้วย หากผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษา การแตกของเส้นเลือดจะรุนแรงขึ้น มีเลือดออกตามตัวมากขึ้น และก่อให้เกิดไข้ขึ้นสูง ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต ได้ ดังนั้นหากภายหลังถูกยุงกัดแล้วมีอาการผื่นคันตามตัว ร่วมกับการมีไข้ต่ำ ๆ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ คงต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสังเกตผิวหนังมีจุดแดง ๆ ขึ้นตามตัวหรือจ้ำแดง ควรต้องรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

การป้องกัน หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงและระมัดระวังอย่าให้ยุงกัดได้ หากมีอาการคันตามผิวหนังร่วมกับมีไข้ต่ำ ๆ  + อ่อนเพลีย จนถึงขั้นมีจุดหรือจ้ำแดง ๆ ขึ้นตามผิวหนัง ต้องพบแพทย์โดยเร็ว

การระวังป้องกันที่สำคัญที่สุดคือการทำลายแหล่งน้ำมิให้ยุงวางไข่ขยายพันธุ์และแพร่เชื้อได้ อย่าให้มีน้ำขังนิ่งที่ใดที่หนึ่ง ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม นอกจากนี้ นอนที่มิดชิด ห่างไกลจากยุงกัด รบกวน จะปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกได้


ที่มา: หมอโฆษิต