เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น อสังหาริมทรัพย์ในอนาคตอาจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทำเล ดีไซน์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “พื้นที่ที่เราอยู่ทุกวัน ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่” และWellness Real Estate คือสิ่งที่สามารถเชื่อมโลกของสุขภาพ การออกแบบ ที่อยู่อาศัย Hospitality และ Healthcare เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนทุกวัยมีสุขภาพดี พึ่งพาตัวเองได้ และยังมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว
จาก Lifespan สู่ Healthspan และ Joyspan หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การมีอายุยืนไม่เพียงพอ หากช่วงชีวิตที่เพิ่มขึ้นต้องอยู่กับสุขภาพที่ไม่ดี แต่ต้องมี
- Lifespan คือ จำนวนปีที่มีชีวิตอยู่
- Healthspan คือ ช่วงชีวิตที่ยังมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ
- Joyspan คือ ช่วงชีวิตที่ยังมีความสุข มีความสัมพันธ์ และรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
ในประเทศไทย มีช่องว่างระหว่างอายุคาดเฉลี่ยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีอยู่ราว 10 ปี จึงทำให้โจทย์ของ Longevity เปลี่ยนจาก “อยู่ให้นานขึ้น” ไปสู่ “อยู่ให้นานขึ้นอย่างมีคุณภาพ”
จาก Senior Living สู่ Multi-Generation Living คือ การสร้างที่พักสำหรับผู้สูงอายุ โดยการออกแบบบ้านและชุมชนที่รองรับคนหลายช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงวัย สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ พร้อมแนวคิด Aging in Place ที่ช่วยให้คนสามารถใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนเดิมได้นานที่สุด ทั้ง Universal Design, Retrofitting, Telecare และบริการสุขภาพ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการอยู่อาศัยแห่งอนาคต
โดยอสังหาริมทรัพย์ต้องทำหน้าที่เป็น “Healthy Living Infrastructure” ที่ช่วยให้คนทุกวัยเคลื่อนไหว เข้าสังคม พักผ่อน และดูแลสุขภาพได้เป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
Wellness ไม่ใช่แค่ Hardware เพราะการมีฟิตเนส สระว่ายน้ำ สวน หรือคลับเฮาส์ อาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีระบบและการดูแลพื้นที่เหล่านั้น ซึ่ง Wellness Real Estate จึงต้องประกอบด้วย
- Hardware — อาคารและพื้นที่ที่ออกแบบเพื่อสุขภาวะ
- Software — กิจกรรมและโปรแกรมที่ทำให้คนออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน
- Peopleware — บุคลากรและบริการที่เชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน
เพราะพื้นที่ที่ดี ต้องทำให้คนที่อยู่ข้างในรู้สึกและใช้ชีวิตได้ดีขึ้นด้วย
Global Wellness Economy มีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ขณะที่ Wellness Real Estate เป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุด แต่โอกาสสำคัญอาจอยู่ที่ Affordable Wellness หรือการนำแนวคิดสุขภาวะไปประยุกต์กับบ้าน คอนโด โรงแรม หรืออาคารเดิม ในระดับที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ นี่จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ Developer, Hospitality และ Healthcare เริ่มเดินเข้าหากันมากขึ้น
เพราะในยุค Longevity Economy คำถามของอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียง “สร้างอะไรให้ขายได้” แต่คือต้อง “สร้างสภาพแวดล้อมแบบไหน ที่ทำให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ทุกวัน”
และแนวคิดเหล่านี้ถูกนำมาต่อยอดในหลักสูตร “Wellness Real Estate: Success Story” โดย Center of Excellence in Universal Design คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรระยะสั้น 2 วัน ที่เรียนรู้ผ่าน Project-based Case Studies ครอบคลุม Wellness Resort, Hotel, Hospital, Residence และ Senior Living
จัดวันที่ 21–22 พฤศจิกายน 2569
ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รับสมัคร วันนี้ – 30 ตุลาคม 2569
ค่าลงทะเบียน ราคาปกติ 20,000 บาท ศิษย์เก่าหลักสูตรอสังหาฯ ราคาพิเศษท่านละ 18,000 บาท (เมื่อสมัครภายใน 20 ก.ย. 2569)
