กรุงเทพฯ- 27 สิงหาคม 2569 – ชุมชนผู้ขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศของกรุงเทพฯ ได้มารวมตัวกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ในงาน “Climate Citizen เมืองนี้เราลิขิต เศรษฐกิจแห่งความหวัง (Economy We Shape, Climate We Share)” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนมุมมอง และกระตุ้นการลงมือทำ ก่อนที่งาน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) ซึ่ง Bangkok Climate Action Weekร่วมกับ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สันจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2569

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อมุ่งสำรวจว่าเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับทั้งผู้คนและโลกได้อย่างไร อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของ BKKCAW ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากหลากหลายกลุ่มได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงปฏิบัติ และสร้างความร่วมมือเพื่อเร่งขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหนับผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐและบุคคลสำคัญในแวดวงสภาพภูมิอากาศ อาทิ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทย, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย ผู้ริเริ่มและประธานร่วมคณะกรรมการดำเนินงาน Bangkok Climate Action Week
งานเสวนาภายในงานมุ่งสำรวจว่า ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จะสามารถช่วยหล่อหลอมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่สร้างโอกาสให้กับผู้คน พร้อมสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับโลกได้อย่างไร
ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย ผู้ริเริ่มและประธานร่วมคณะกรรมการดำเนินงาน Bangkok Climate Action Week กล่าวว่า เรามักมองว่าสภาพภูมิอากาศ เหมือนกันกับระบบเศรษฐกิจ คือเป็นสิ่งที่กำหนดมาแล้วและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจเป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนฉันทามติของประชาชน
“เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วรอบตัวเรา และเราทุกคนมีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบในการกำหนดทิศทาง แต่ไม่มีใครสามารถทำสิ่งนี้ได้เพียงลำพัง ถ้าเราทำอยู่คนเดียว เราอาจไร้พลัง แต่เมื่อรวมกัน เราสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่หยุดยั้ง นี่คือหัวใจของชุมชน Bangkok Climate Action Week เพราะการพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจใหม่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวิธีที่เมืองใช้ทรัพยากรและสร้างโอกาสสำหรับอนาคต” ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย กล่าว
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องคิดถึงเรื่องความยั่งยืนเพราะทุกวันนี้คนพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้น สำหรัคบวามยั่งยืนคือการไม่เอาทรัพยากรของคนรุ่นต่อไปมาใช้จนหมดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศสะอาด น้ำ หรือแม้แต่งบประมาณ ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการใช้ทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ซึ่งก็เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจด้วย หากเมืองใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่าหรือใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลือง เมืองก็จะเดินหน้าต่อได้ยาก วันนี้กรุงเทพมหานครจึงพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้เมืองดีขึ้น อนาคตดีขึ้น และสร้างโอกาสกับความหวังให้กับทุกคน

“Climate Citizen” มีส่วนสำคัญในการสร้างแรงส่งสู่ BKKCAW 2026 ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเป็นการรวมตัวด้านสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในการจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2568 BKKCAW สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 77,000 คน จากมากกว่า 34 ประเทศ ผ่านกิจกรรมที่จัดโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 270 กิจกรรม และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพันธมิตรมากกว่า 100 แห่ง
สำหรับปีนี้ มีข้อเสนอกิจกรรมมากกว่า 320 รายการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อบรรจุในกำหนดการตลอด 9 วันของ BKKCAW 2026 โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้แนวทางแก้ไขปัญหา เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเปลี่ยนความมุ่งมั่นร่วมกันให้เป็นการลงมือทำด้านสภาพภูมิอากาศที่มีความหมายสำหรับกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม