ในงาน Energy Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจการเงินขึ้นร่วมแสดงวิสัยทัศน์ถึงโจทย์เศรษฐกิจไทยในยุคพลังงานราคาถูกจากอ่าวไทยสิ้นสุดลง ขณะที่การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าทำให้ประเทศอ่อนไหวต่อความขัดแย้งและราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงเป็นทั้งทางออกในการลดความเสี่ยง และโอกาสสร้างแต้มต่อดึงดูดการลงทุนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากการเติบโตต่ำ
สงครามดันต้นทุนพลังงาน ซ้ำเติมภาระการคลังไทย

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึง “ทิศทางพลังงานโลก สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย” ว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 นับเป็นยุคแรกที่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงาน หลังเผชิญปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูง รัฐบาลได้เร่งสำรวจจนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จนกลายเป็นรากฐานสำคัญในการก่อตั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก
ผ่านมา 46 ปี ประเทศไทยกลับเผชิญกับปัญหาพลังงานที่ท้าทายอีกครั้ง หลังการรบในตะวันออกกลางและสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนสร้างความเสียหายต่อกำลังการกลั่น ในหลายภูมิภาค จนเกิดปัญหาคอขวด ส่งผลให้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินมีราคาสูงกว่าช่วงยอดคลื่นของสงคราม สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังของไทย โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระติดลบอยู่สูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาท
4 กระแสพลังงานโลก เปลี่ยนโจทย์อุตสาหกรรม–กติกาการค้า
ทิศทางพลังงานโลกในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วย 4 กระแสหลักที่สำคัญ คือ 1.การมุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ 2.การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) 3.การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน และ 4.การเชื่อมโยงนโยบายพลังงานเข้ากับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2026 ซึ่งจะบีบบังคับให้ผู้ผลิตต้องคำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในกระบวนการผลิตและโครงสร้างพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่งออกเติบโต แต่ GDP ของไทยกลับเติบโตช้สุดในกลุ่มประเทศเอเชีย
จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก พบว่าเศรษฐกิจโลกมีความแข็งแกร่ง กว่าที่เคยประเมินไว้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี AI CapEx ซึ่งส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียในฐานะห่วงโซ่อุปทานหลักได้รับการปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเติบโต GDP ของประเทศไทยกลับขยายตัวเพียงร้อยละ 2-2.5 ขณะที่ World Economic Outlook ประเมินไว้ที่ร้อยละ 2.1 ซึ่งเติบโตช้าที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียหลัก แม้ประเทศไทยจะจัดอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มากที่สุดในโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยมียอดการส่งออกสินค้ารวมเติบโตเกือบ 20% รวมถึงส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเติบโตสูงถึง 40% แต่ GDP รวมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมลดลงและกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจภาพรวม
“ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อปริมาณก๊าซลดลง ไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจึงอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลกมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อราคาผันผวน ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่ต้นทุนพลังงาน แต่ยังส่งต่อไปถึงเงินเฟ้อ ดุลการชำระเงิน ค่าเงิน และงบประมาณที่รัฐต้องนำมาใช้ดูแลราคา” ดร.พิพัฒน์ กล่าว
ชู 3 ยุทธศาสตร์สำคัญดันไทยพ้นวิกฤตพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยนับจากนี้ ต้องผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
- ประเทศไทยได้ผ่านพ้นยุคสมัยของการมีพลังงานราคาถูกและเหลือเฟือจากอ่าวไทยแล้ว จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
- ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าสูงสุด เนื่องจากยังมีพื้นที่ในการปรับปรุงอีกมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
- องค์กรที่เริ่มปรับตัวก่อนจะเป็นผู้ชนะในยุคการเปลี่ยนผ่านเชิงปฏิบัติการ โดยใช้ข้อได้เปรียบจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความมั่นคงสูงของไทยเป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และสร้างห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน