กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและแรงหนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 200,000 บาท ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่ “ธุรกิจกระแสหลัก” อย่างชัดเจน โดย ION Energy ประเมินศักยภาพตลาดว่ามีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้มากถึง 1.3 ล้านครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าตลาดระดับหลักแสนล้านบาท โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการติดตั้งโซลาร์ในภาคครัวเรือนสะสมเพียงราว 70,000 ครัวเรือน สะท้อนช่องว่างการเติบโตอีกมหาศาลในระยะข้างหน้า
ล่าสุด Bangkok Cable หรือ “บางกอกเคเบิ้ล” ได้ประกาศปรับทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ จากผู้พัฒนาสายไฟฟ้าสู่การเป็น Energy Solution Provider ผ่านการเข้าซื้อกิจการ ION Energy เข้ามาเป็นบริษัทในเครือ เพื่อต่อยอดโอกาสจากความผันผวนของสถานการณ์พลังงานทั้งในระดับโลกและประเทศไทย และรองรับดีมานด์พลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต

ก้าวใหม่ของ BCC สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในประเทศ
พงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เปิดเผยว่า ในปีที่ 62 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้สามารถเติมเต็มความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างครบวงจร จึงได้ปรับโครงสร้างและทิศทางธุรกิจให้เป็น “มากกว่าผู้พัฒนาสายไฟฟ้า” และก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้า (Energy Solution Provider) อย่างครบวงจร ด้วยเหตุนี้บริษัทฯ จึงได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรชั้นนำของไทย เข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและประเทศไทย

ขณะที่ 3-5 ปีก่อน ตลาดธุรกิจโซลาร์ ยังถือเป็นตลาดธุรกิจเฉพาะ หรือ Niche Market ที่ผู้คนยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่ในปีนี้ แนวโน้มพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน จากความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ไทยเองยังมีมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุดถึง 200,000 บาท
“เรามองว่าตลาดโซลาร์กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก หรือ Mainstream และเป็นส่วนที่เราเข้าไปต่อยอดในฐานะกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้” พงศภัค กล่าว
3 จุดแข็ง ION Energy สู่เกมพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ
การตัดสินใจของ Bangkok Cable ในการดึง ION Energy เข้ามาเป็นบริษัทในเครือ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพอร์ตธุรกิจเท่านั้น แต่สะท้อนการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์สู่ตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ION Energy ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับแนวหน้าของตลาดโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Sansiri, Supalai, SC Asset และ AP Thailand สะท้อนถึงมาตรฐานงานติดตั้งและความน่าเชื่อถือในระดับอุตสาหกรรม โดยมีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่
1.เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม
3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อป ไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว
ตลาดโซลาร์ไทยแตะหลักแสนล้าน โอกาสโตสูง แต่ฐานติดตั้งยังต่ำ

ด้าน พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า ตลาดธุรกิจโซลาร์ในไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก โดยประเทศไทยมีประชากรประมาณ 20 ล้านครัวเรือน บริษัทประเมินว่าน่าจะมีครัวเรือนที่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน ส่งผลให้ตลาดโซลาร์เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน มีครัวเรือนไทยที่ติดตั้งโซลาร์สะสมเพียงแค่ 70,000 ครัวเรือนเท่านั้น
การที่เราเข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะสายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด” พีรกานต์ กล่าว

ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์สูงสุด 2,000 ครัวเรือน ภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ทันการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569
พีรกานต์ กล่าวอีกว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์กำลังถูกมองว่าเป็นทางออกสำคัญทั้งในมิติของการลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการลงทุนระบบขนาดประมาณ 10 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณราว 200,000 บาท สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ย 4,000–5,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่อาจมีค่าไฟสูงถึง 6,000–7,000 บาท ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 3–4 ปี ขณะที่อายุการใช้งานของระบบยาวนานถึง 25–30 ปี ทำให้ภาพรวมการลงทุนมีความคุ้มค่าอย่างชัดเจน แม้จะคำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาแล้วก็ตาม โดยผู้ประกอบการมองว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนรูปแบบอื่น โซลาร์เซลล์ให้ผลตอบแทนที่แน่นอนและจับต้องได้มากกว่า
นโยบาย-การเงิน หนุนโซลาร์เข้าถึงง่าย เร่งตลาดโต
ในเชิงนโยบาย ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ทั้งมาตรการสนับสนุนทางภาษีและการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น สินเชื่อเฉพาะสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อื่นค้ำประกันในลักษณะเดียวกับสินเชื่อรถยนต์ รวมถึงโมเดล Subscription ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถผ่อนจ่ายค่าใช้ระบบได้โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เร่งผลักดันนโยบายรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Metering/Net Billing) อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านมาอัตรารับซื้ออยู่ในระดับต่ำและยังไม่ต่อเนื่อง หากสามารถปรับอัตราให้เหมาะสม เช่น 2–4 บาทต่อหน่วย ก็จะช่วยจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ไฟในช่วงกลางวัน ซึ่งสามารถผลิตไฟและขายคืนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมได้