กระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี บริษัทพลังงานหลายแห่งกำลังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ในอนาคต หนึ่งในนั้นคือ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ที่เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่กลุ่ม “Power+” เพื่อขยายบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่ธุรกิจพลังงานครบวงจร ทั้งการผลิต การกักเก็บพลังงาน และการซื้อขายไฟฟ้า พร้อมเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่และโซลูชันลดคาร์บอน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขยายการลงทุนพลังงาน รับดีมานด์โลก
อิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดไฟฟ้า ERCOT ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่คาดว่าจะต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578
การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ Power+ จึงเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการพลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกัน การจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนในบริษัท BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการเงิน และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ Megamouth BESS ในรัฐเท็กซัส ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ และเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานโลก
รุกพลังงานสะอาดในจีน เสริมรายได้ขายสิทธิปล่อยคาร์บอน
สำหรับโครงการพลังงานสะอาด บริษัทเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ในประเทศจีน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ใน ไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะเดียวกันบริษัทมีรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายสิทธิการปล่อยคาร์บอนของโรงไฟฟ้า CHP ในจีน ผ่านระบบ Carbon Emission Allowances (CEAs) มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท


เร่งขยายลงทุน BESS ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น
อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของธุรกิจคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ซึ่งบริษัทเร่งขยายการลงทุนในทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงาน โดยโครงการ Megamouth BESS ในสหรัฐฯ มีกำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ส่วนในญี่ปุ่น โครงการ Iwate Tono BESS ขนาด 14.5 เมกะวัตต์ / 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มดำเนินการแล้ว ขณะที่โครงการ Aizu, Tsuno และโครงการร่วมทุน Kamigumi-Tokyo ยังอยู่ระหว่างพัฒนาและคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2571
ด้าน ธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) บริษัทฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าในญี่ปุ่นรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง ให้กับลูกค้ากว่า 2,000 ราย ทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนในสหรัฐฯ บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจ Power Trading ในตลาด ERCOT ผ่านแพลตฟอร์มของ Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างโอกาสทำกำไรจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด ผ่าน CCS และ Banpu NEXT
อิศรา กล่าวว่า BPP ยังเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove CCS ในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมทั้งต่อยอดการลงทุนผ่านบริษัท Banpu NEXT เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานสะอาดและ Net Zero Solutions ให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง SolarBK และอมตะวีเอ็น พัฒนาโครงการโซลาร์รูฟท็อปกำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะในเวียดนาม 2 แห่ง
ดัน BESS ขึ้นแท่นหัวใจธุรกิจพลังงานใหม่
สำหรับภาพรวมกำลังการผลิต ปัจจุบัน BPP มีกำลังการผลิตไฟฟ้าภายใต้การดำเนินงาน 673 เมกะวัตต์ ขณะที่ธุรกิจ Battery Energy Storage System (BESS) กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยภายในหนึ่งปีบริษัทสามารถเก็บพลังงานได้รวม 444 เมกะวัตต์ชั่วโมง ส่งผลให้เมื่อรวมกำลังการผลิตและศักยภาพระบบกักเก็บพลังงานของทั้งกลุ่มแล้ว จะมีขนาดรวมประมาณ 1.3 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยระบบกักเก็บพลังงานจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพของระบบสายส่ง และสร้างโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดไฟฟ้ามีความผันผวน
แม้ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนบางส่วนจะยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ แต่บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ Jinhu Qianfeng BESS ขนาด 120 เมกะวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่เพิ่มเติม 20 เมกะวัตต์ ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้น ไตรมาส 3 ของปีนี้ ก่อนเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนทิศทางของ BPP ที่มุ่งเสริมพอร์ตพลังงานสะอาด ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโครงสร้างพลังงานยุคใหม่ในอนาคต