บางจากฉลอง Carbon Market Club ครบ 5 ปี ปั้น Gen Z ต่อยอดภารกิจ Net Zero


ก่อนที่คำว่า Net Zero จะกลายเป็นวาระแห่งชาติ และก่อนที่มาตรการภาษีคาร์บอนจะถูกจับตาในฐานะปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย กลุ่มบริษัทบางจากได้เริ่มวางรากฐานการเรียนรู้และเตรียมความพร้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการก่อตั้ง Carbon Market Club (CMC) ขึ้น ในปี 2564 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคธุรกิจและสังคมไทย

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา Carbon Market Club ได้รับการสถาปนาขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทบางจาก เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่อุตสาหกรรมและประเทศไทยในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกำแพงภาษีทางคาร์บอนและมาตรการทางการค้าที่นำมิติด้านความยั่งยืนมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ

จากจุดเริ่มต้นที่มีสมาชิกเพียง 11 องค์กรก่อตั้ง ปัจจุบันคลับได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจนมีสมาชิกมากกว่า 1,800 ราย โดยบทบาทในช่วงแรกได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้ด้านการปฏิบัติการเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมทั้งสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนในประเทศไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

กลอยตา ณ ถลาง

กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า Carbon Market Club ได้ก้าวสู่ผู้เล่นสำคัญในอาเซียนผ่านการร่วมจัดตั้ง ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ร่วมกับ 4 สมาคมในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการสร้างตลาดคาร์บอนอาเซียนที่มีมาตรฐานและสามารถเชื่อมโยงกันได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้แสดงความก้าวหน้าด้วยการลงนามข้อตกลงตามมาตรา 6 (Article 6) ของความตกลงปารีสร่วมกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการขยายตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงสู่ระดับสากล

ข้อมูลจากการพัฒนาเครื่องมือวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ MyCF พบว่าคนไทยมีการปล่อยคาร์บอนเฉลี่ยสูงถึง 7 ตันต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่ถูกนำมาสื่อสารเพื่อกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับบุคคล

ในปี 2569 Carbon Market Club  ก้าวสู่ปีที่ 6 พร้อมขยายผลความร่วมมือไปยังภาคการศึกษาผ่านการลงนาม MOU ร่วมกับ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรมสีเขียว โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ด้าน คือการสร้างองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ESG Ambassadors หรือ Influencer ด้านความยั่งยืน ภายใต้โครงการBangchak Group x University Gen Z-ESG

Carbon Market Club

โครงการดังกล่าว ได้รับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 9 แห่งของประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมถึงหน่วยงานอย่าง สอวช. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการดำเนินกิจกรรม CMC ESG Ecosystem and Knowledge Hub, CMC Brand Ambassador และ Young Entrepreneurs Program with Inthanin

Carbon Market Club

นอกจากนี้ โครงการยังมีแผนต่อยอดผ่านกิจกรรม ESG Master Class การจัด Hackathon ด้านพลังงานและความยั่งยืน โครงการฝึกงาน และการเรียนรู้จากการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก พร้อมการสนับสนุนจาก สอวช. ด้านเงินทุนวิจัยและนวัตกรรมซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 700,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

“อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเราจะมุ่งเน้นการผลักดันหลักสูตร “Climate Action 101” หรือวิชาด้านความยั่งยืนให้เป็นวิชาพื้นฐานในทุกมหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคเอกชนสู่ภาคการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ”  กลอยตา กล่าว

นอกจากนี้ บางจากยังมีแนวคิดการสร้างโมเดล “พี่ช่วยน้อง” โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentorship) สนับสนุนชุมชนในการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต รวมถึงการขยายผลไปยังโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เช่น การดูแลพื้นที่พึ่งชณรงค์และพื้นที่อนุรักษ์รอบฐานปฏิบัติการของบางจาก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่สมดุลและยั่งยืน