ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ โชว์ ‘3 Labนวัตกรรมน้ำ’ วางรากฐานรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่ชายฝั่งถึงน้ำบาดาล


ในช่วงที่วิกฤตน้ำกำลังทวีความรุนแรง คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงประเทศไทยจะฟื้นฟูความเสียหายหลังน้ำท่วมได้อย่างไร แต่คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า การรับมือจึงต้องก้าวข้ามการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การทำความเข้าใจและจัดการระบบน้ำอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การลดแรงคลื่นเพื่อชะลอการกัดเซาะชายฝั่ง การจำลองการไหลของแม่น้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำหลาก ไปจนถึงการกักเก็บน้ำส่วนเกินไว้ใต้ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังผลักดันผ่าน Water Lab ที่รวบรวมงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านทะเล แม่น้ำ และน้ำบาดาล มุ่งต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง เพื่อเพิ่มศักยภาพการป้องกันและรับมือภัยพิบัติด้านน้ำในระยะยาว

‘ Labทะเล’ พัฒนาโกงกางเทียมลดแรงคลื่น

โกงกางเทียมลดแรงคลื่น

รศ.ดร.บุศวรรณ บิดร ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในบริเวณอ่าวไทยและอันดามัน ทางภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จึงได้พัฒนานวัตกรรม “ป่าโกงกางเทียม” (Artificial Mangroves) ที่ผลิตจากวัสดุปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้ามาช่วยสลายพลังงานคลื่นก่อนกระทบชายหาด  เพื่อลดการกัดเซาะในพื้นที่ที่ป่าโกงกางธรรมชาติเติบโตไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและพร้อมนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการคุ้มครองพื้นที่ชายฝั่ง

‘ Labน้ำผิวดิน’ ศึกษาการไหลและตกตะกอนในแม่น้ำ

Labน้ำผิวดิน

ดร.ธนวัฒน์ ตั้งจารุศรีธราธร ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ศูนย์ฯได้ทดสอบพฤติกรรมการไหลและการเคลื่อนตัวของตะกอนผ่านรางจำลองหลากหลายขนาดและรูปแบบ เพื่อศึกษากลไกการกัดเซาะและการทับถมของตะกอนดิน โดยสามารถจำลองสถานการณ์การระบายน้ำจริงได้ เช่น การจำลองอัตราการไหลของเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในสเกลขนาดเล็ก เพื่อนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งการทดลองนี้มีความสำคัญต่อการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต เช่น ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่บนภูเขาเป็นพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะตะกอนลงสู่แม่น้ำและทำให้พฤติกรรมการไหลของน้ำเปลี่ยนไปจากเดิม

‘ Labน้ำบาดาล’ ใช้ไอโซโทปติดตามแหล่งกำเนิดน้ำ

Labน้ำบาดาล

ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ศูนย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีไอโซโทปและนิวเคลียร์มาใช้ตรวจสอบแหล่งกำเนิด อายุของน้ำบาดาล และการปนเปื้อน เพื่อระบุที่มาของน้ำและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชั้นน้ำบาดาล ทั้งจากปริมาณน้ำฝนที่เติมลงสู่ใต้ดินซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ และผลกระทบจากการสูบน้ำบาดาลเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการนำน้ำท่วมขังกลับมาเก็บสำรองไว้ใต้ดิน โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่น้ำสามารถซึมผ่านลงสู่ชั้นดินได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเติมน้ำลงสู่ใต้ดินต้องคำนึงถึงคุณภาพน้ำเป็นสำคัญ เนื่องจากน้ำท่วมอาจปนเปื้อนทั้งตะกอนและสารพิษ จึงจำเป็นต้องผ่านการบำบัดและควบคุมคุณภาพก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้การกักเก็บน้ำกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำบาดาลในระยะยาว

นอกจาก 3 ห้องปฏิบัติการข้างต้นแล้ว ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังมีความพร้อมครอบคลุมตลอดวัฏจักรของน้ำ ทั้งด้านโครงการบริหารจัดการน้ำ การสร้างแบบจำลองคาดการณ์ฝนและสภาพภูมิอากาศในอนาคต ตลอดจนการประเมินและแปลงมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติให้อยู่ในรูปตัวเงิน การขับเคลื่อนดังกล่าวยังอาศัยพลังของอาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ ที่นำเครื่องมือเทคโนโลยีทันสมัยมาสร้างการเชื่อมโยงกับคนรุ่นหลัง เพื่อให้งานวิจัยสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างยั่งยืน