ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ส่งสัญญาณชัดว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังคว้าที่นั่ง สส. มากที่สุดในสภา รวม 194 คน แยกเป็น สส.เขต 175 คน และ สส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ทำให้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ถูกจับตาในฐานะตัวกำหนดหมุดหมายเศรษฐกิจและโครงสร้างการพัฒนาประเทศระยะต่อไป

นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้อง เช่น โครงการลดภาระค่าครองชีพและการจัดการหนี้ครัวเรือน อีกหนึ่งแกนนโยบายที่ถูกวางเป็นยุทธศาสตร์หลักคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” ซึ่งถูกยกระดับเป็นนโยบายเรือธงด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และวางเป้าหมายพาไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตภูมิอากาศ เหตุอุทกภัย และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่วาระรองอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว บทสรุปนโยบายด้านความยั่งยืนของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่จึงเป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม ว่าจะเปลี่ยนจากกรอบแนวคิดไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใดในช่วง 4 ปีข้างหน้า
เดินหน้าไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตอบการค้าโลก
พรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวทางสีเขียวแบบครบมิติ ทั้งการออกกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว การพัฒนาระบบการเงินสีเขียว (Green Finance) การจัดตั้งตลาดทุนสีเขียวและตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ตลอดจนการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘รักษ์โลกคือทางรอดและทางรวย’ ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป และพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส
เจาะ Direct PPA ลดภาระครัวเรือน
ด้านพลังงานสะอาด นโยบายเน้นส่งเสริมโครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนและโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) ผ่านระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อให้สามารถส่งไฟฟ้าเข้าครัวเรือนได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนกลางที่ก่อให้เกิดต้นทุนซ้ำซ้อน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น ตั้งเป้าค่าไฟฟ้าไม่เกินหน่วยละ 3 บาท สำหรับการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก โดยใช้งบประมาณประจำปีและรายได้จากพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดต้นทุนบางส่วน
นโยบายพลังงานสีเขียวยังให้ความสำคัญกับโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยเปิดให้ประชาชนสมัครเข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่หลังคาติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไฟได้ภายในบ้าน คิดเป็นมูลค่าการประหยัดไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน พร้อมเปิดทางให้นำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายคืนให้ภาครัฐผ่านระบบของการไฟฟ้า เพื่อเพิ่มรายได้และขยายฐานพลังงานสะอาดในระดับชุมชน
ภาคสิ่งแวดล้อมห่วงตลาดคาร์บอน อาจเบี่ยงเป้าลดปล่อยจริงที่ต้นทาง
อย่างไรก็ตาม ภาคสิ่งแวดล้อมได้ตั้งข้อสังเกตต่อกลไกตลาดคาร์บอนที่อยู่ในชุดนโยบายสีเขียว โดยนักรณรงค์จากกรีนพีซ ประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การใช้ระบบซื้อ–ขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ทั้งในตลาดสมัครใจและภาคบังคับ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการอ้างการลดการปล่อย แทนการลดที่ต้นทางจริง ทำให้ผู้ประกอบการหรือบางประเทศเลือกใช้วิธีซื้อเครดิตเพื่อชดเชย มากกว่าปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ซึ่งอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
จัดการฝุ่น PM2.5 ที่ต้นทาง หนุนใช้รถไฟฟ้า
ในส่วนคมนาคมสีเขียว เสนอสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนชำระเดือนละ 300 บาท ระยะเวลา 60 งวด ภายใต้กรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต มุ่งลดภาระค่าครองชีพ ลดการนำเข้าน้ำมัน ลดมลพิษฝุ่น PM2.5 และสร้างแรงส่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเติบโต
เตรียมแผนตั้งรับภัยพิบัติ เยียวยาประชาชน
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อยกระดับระบบรับมือและเยียวยาความเสียหาย โดยพัฒนาฐานข้อมูลและระบบพยากรณ์ภัยด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานแบบโปร่งใส พร้อมจัดทำผังความเสี่ยงรายตำบล และระบบแจ้งเตือนประชาชนอย่างแม่นยำรวดเร็ว
กองทุนดังกล่าวกำหนดให้เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน โดยรัฐสนับสนุนค่าเบี้ยประกันครัวเรือนละ 1,000 บาท วงเงินรวมเกือบ 30,000 ล้านบาท และเมื่อเกิดภัย เช่น น้ำท่วม ระบบจะประเมินข้อมูลและจ่ายเยียวยาได้ทันที ครัวเรือนละ 100,000 บาท พร้อมเปิดทางให้ประชาชนสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามความสมัครใจ
อนาคตของนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” จะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด ยังไม่ใช่เรื่องของคำประกาศ แต่เป็นบททดสอบด้านการลงมือทำของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถแปลงนโยบายหาเสียงให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้หรือไม่ ทั้งด้านพลังงานสะอาด ค่าไฟ โครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว และระบบคุ้มครองภัยพิบัติ หากเดินหน้าได้จริง ไทยอาจขยับสู่เส้นทางประเทศคาร์บอนต่ำอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากสะดุด ก็อาจเป็นเพียงอีกชุดแนวคิดที่สวยงามบนกระดาษ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของประเทศ หรือจะเป็นแค่นโยบายที่น่าจดจำเฉพาะช่วงเลือกตั้งเท่านั้น?