IEEE PES Day 2026 ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดด้วยดิจิทัลและความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า


IEEE PES Day 2026

วันที่ 22 เมษายน 2569 สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) จัดงาน IEEE PES Day 2026 ภายใต้หัวข้อ “Clean Energy Transition: Digital Operations & Grid Resilience” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช นายกสมาคมฯ และผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของวัน Earth Day และบทบาทของ IEEE PES ในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานในระดับสากล

IEEE PES Day 2026
ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช

การจัดงานปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “More Power to the Future” ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมระดับโลก การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ แนวโน้มอุตสาหกรรม มาตรฐานวิศวกรรม และนโยบายด้านพลังงาน

ช่วงเช้าเป็นเวทีเสวนาที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า โดยเห็นตรงกันว่าเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ AI จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายใน ค.ศ. 2050 โดยมี รศ.ดร.แนบบุญ หุนเจริญ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรม “IEEE PES 5-Minute Student Project Pitch (5MSPP) Competition 2026” เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้นำเสนอแนวคิดด้านพลังงานในเวลา 5 นาที เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือด้านพลังงานในระดับนานาชาติ และบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนระบบพลังงานสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

วฤต รัตนชื่น

วฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบโครงการนำร่อง Direct PPA สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ รวมกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ ผ่านโครงข่ายสายส่งของการไฟฟ้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์และรายละเอียด ซึ่ง กฟผ. พร้อมเดินหน้าทันทีเมื่อมีความชัดเจนเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมทั่วไปยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ในระยะนี้ เนื่องจากต้องรอแนวทางจากภาครัฐ โดยประเมินว่าหากมีการขยายสิทธิ์ อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีแนวโน้มความต้องการซื้อขายไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้บทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีความสำคัญในการบริหารจัดการและซื้อขายพลังงานในอนาคตมากยิ่งขึ้น

ดร.สมชาย ทรงศิริ

ดร.สมชาย ทรงศิริ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าไทยสู่ยุคพลังงานกระจายศูนย์เป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยการปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้าง นโยบาย และรูปแบบธุรกิจ จากระบบเดิมที่การไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเพียงฝ่ายเดียว สู่การเป็นผู้ดูแลโครงข่ายและสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าในฐานะผู้ผลิตพลังงาน อย่างไรก็ตาม ระบบไฟฟ้าในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการรองรับพลังงานหมุนเวียนและการไหลย้อนของพลังงาน ขณะที่การพัฒนาพลังงานชุมชนยังต้องการการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การลงทุน และกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การขับเคลื่อนระบบพลังงานไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบ เปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

ดร.คณาธิป สพันธุพงษ์

ดร.คณาธิป สพันธุพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมาย Net Zero ส่งผลให้การใช้โซลาร์และรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าใน ค.ศ. 2037 จะมีโซลาร์ในระบบกว่า 6,300 เมกะวัตต์ และรถไฟฟ้าราว 2.6–2.8 ล้านคัน ซึ่งกระทบต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะระดับแรงดันต่ำ ทั้งในด้านแรงดันไฟฟ้าผันผวน โหลดเกินของหม้อแปลง และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป เช่น การชาร์จรถพร้อมกัน การไฟฟ้านครหลวงจึงเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบบริหารจัดการมาใช้ เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ พร้อมรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต เพื่อให้ระบบมีความมั่นคงและรองรับพลังงานสะอาดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วรวุฒิ วรุตตมพรสุ

ดร.วรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัดทิศทางการพัฒนาระบบพลังงานของโลกและประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)” เป็นแกนสำคัญ แม้บริบทของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความจำเป็นของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากการขับเคลื่อนระบบพลังงานสมัยใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยองค์กรหรือประเทศใดเพียงลำพัง

ทั้งนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นโครงสร้างหลักของระบบพลังงาน ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนยิ่งทำให้ระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล โครงข่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ และโซลูชันด้านพลังงานที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนที่เหมาะสม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจในวันนี้จะมีผลต่อทิศทางพลังงานในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ปฏิภาณ กาลวิบูลย์

ปฏิภาณ กาลวิบูลย์ Chief Technology Officer (CTO) ของ Huawei Digital Power Thailand กล่าวว่า แนวโน้มพลังงานสะอาดในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคที่อยู่อาศัยซึ่งมีความต้องการเพิ่มสูงจนเกิดภาวะสินค้าขาดตลาดในบางช่วง สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะในรูปแบบ Inverter-based ยังสร้างความท้าทายต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่เข้ามารองรับ

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของระบบพลังงาน โดยแม้สัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีบทบาทมากขึ้นในช่วงเวลากลางวัน แต่ยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานสะอาดจาก “พลังงานเสริม” ไปสู่ “พลังงานหลัก” ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าอย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต

ปฏิภาณ กาลวิบูลย์

อรทัย สุวรรณวิไลกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้องค์กรจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความโดดเด่นจากการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในเครือข่ายเดียวกัน ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการระบบพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มลูกค้านิคมอุตสาหกรรม

บริษัทได้ปรับกลยุทธ์รองรับความต้องการดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การศึกษาการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์และวางแผนการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการ อาทิ ระบบจัดการข้อมูลมิเตอร์ ระบบจำลองโครงข่ายไฟฟ้า และ Advanced Distribution Management System (ADMS) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและยกระดับสู่การดำเนินงานแบบดิจิทัล (Digital Operation) อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเสริมความเชื่อมั่นในการให้บริการพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว