จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ชู ‘Green Construction’ ปูทางสู่ผู้นำ Green Product รับตลาดก่อสร้างชะลอตัว


ตลาดก่อสร้างไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ โดย SCB EIC ประเมินมูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 1.41 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่ท่ามกลางตลาดที่ไม่หวือหวา “Green Construction” กลับเป็นหนึ่งในทิศทางที่ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ทั้งจากความต้องการลดการปล่อยคาร์บอน การยกระดับสุขภาวะของอาคาร และการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านๆวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซมและตกแต่งครบวงจร อย่าง “จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” พร้อมขับเคลื่อน Green Product ด้วยการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแเร่งละลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน เพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality ปี 2045 และ Net Zero GHG Emissions ปี 2050

ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์

ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 จะทรงตัวและชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังมีบางเซกเมนต์ที่เติบโตได้ ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการที่มองเห็นทิศทางใหม่ของตลาดและพร้อมปรับตัว โดยเร่งพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและฝ่าความท้าทายได้ ทั้งนี้จระเข้มุ่งพัฒนาโซลูชันงานก่อสร้างครบวงจรจาก Pain Point ที่เกิดขึ้นจริงในวงการ ทั้งจากช่างและผู้บริโภค ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในทิศทางสำคัญคือการผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Green Product มีสัดส่วนประมาณ 63% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด และบริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกปี ผ่านการดำเนินงานของทีมงานที่รับผิดชอบด้าน ESG โดยเฉพาะ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แม้ต้นทุนวัตถุดิบยังมีความผันผวน แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งรักษามาตรฐาน พร้อมเพิ่มปริมาณและทางเลือกของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ให้ตอบรับกับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จระเข้ มองว่าตลาด Green Construction เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของทิศทางการเติบโตระยะยาวในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยและภูมิภาค ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจระเข้ (JORAKAY Green Products) มีสัดส่วนยอดขายมากกว่า 63% ของยอดขายรวม จากการที่ผู้บริโภคและผู้พัฒนาโครงการทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาคารสุขภาวะ การลดการปล่อยคาร์บอน และวัสดุที่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ใส่ใจคนและสิ่งแวดล้อม การันตีจากการได้รับรองมาตรฐานสากลอย่าง LEED WELL และ TREES และในกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอนและสารเคมีอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“การพัฒนานวัตกรรมของเราใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบของสินค้า แพ็จจิ้กเกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของช่าง และการอยู่อาศัยจริงในระยะยาวของลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในวันนี้คือการลงทุนเพื่อโลกที่ยั่งยืนในวันพรุ่งนี้” ดร. จิรัฏฐ์ กล่าว

ในปีที่ผ่านมา จระเข้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ปูนลดฝุ่น” หรือ Dustless Technology ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างที่มักถูกมองว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ แม้ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการต้องนำเข้าวัตถุดิบเฉพาะทาง แต่บริษัทฯ ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

พร้อมกันนี้ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น กลุ่ม SCGP เพื่อนำนวัตกรรมกระดาษที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมมาใช้ และเป็นกลุ่มแรกๆ ที่พร้อมทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ ที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ความมุ่งมั่นของจระเข้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างคุณค่าให้ผู้คนและสังคมในระยะยาว ผ่านหลายๆ โครงการ อาทิ โครงการจระเข้คัดสรร, โครงการปันความรู้กับครูพี่เข้, โครงการ JORAKAY JUNIOR Badminton Championship และ JORAKAY Academy ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะช่างและบุคลากรในอุตสาหกรรมมาแล้วกว่า 30,000 คน เพื่อยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานก่อสร้างไทยสู่มาตรฐานสากล

“บริษัทฯลดการปล่อย CO₂ ได้กว่า 31 ล้าน kgCO₂e ลดฝุ่นในกระบวนการผลิตได้กว่า 5 ล้านกิโลกรัม และบริหารจัดการขยะรีไซเคิลกว่า 280,000 กิโลกรัม ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนภายใต้กรอบ 3P ได้แก่ Green Process, Green People และ Green Planet เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050” ดร. จิรัฏฐ์ กล่าว

จระเข้ คอร์ปอเรชั่น

เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ตั้งไว้ จระเข้ได้จัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการจัดการในScope 1 และ Scope 2 ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทฯ สามารถควบคุมได้โดยตรง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 30% และมีแผนจะขยายการติดตั้งไปยังพื้นที่โรงงานใหม่เพิ่มเติม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อคำนวณและวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการปลูกป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มออกซิเจนคืนสู่ชั้นบรรยากาศ