ท่ามกลางปัญหาขยะล้นเมืองและความพยายามของกรุงเทพมหานครในการผลักดันแนวทาง “เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน” โครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงการพัฒนาโครงการที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “กลิ่น” และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบยังคงเป็นข้อกังวลหลักที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทดสอบระบบ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เตรียมเปิด “บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด” ซึ่งถูกระบุว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อนเริ่มรับขยะเข้าทดสอบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยมุ่งแสดงให้เห็นการทำงานจริงของระบบจัดการขยะและเทคโนโลยีควบคุมกลิ่น เพื่อยืนยันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และลดข้อกังวลของชุมชนที่มีต่อโครงการ

“บ่อขยะระบบปิด” กำลังรองรับ 24,000 ตัน
เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โครงการมีความคืบหน้าแล้ว 86.89% และอยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบระบบ (Commissioning) โดยบ่อรับขยะซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ถูกออกแบบให้เป็นระบบปิด (Closed System) รองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน และทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่พักและปรับสภาพขยะ โดยขยะจะถูกพักไว้ 3–5 วัน เพื่อลดความชื้นจากเฉลี่ยราว 55% เหลือประมาณ 30–35% ก่อนถูกลำเลียงเข้าสู่เตาเผา
ในเชิงเทคโนโลยี โครงการใช้เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่เหมาะกับขยะชุมชนหลากหลายประเภท ควบคุมอุณหภูมิการเผาไหม้อยู่ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส พร้อมระบบอุ่นอากาศล่วงหน้าที่ 250 องศา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ พลังงานความร้อนที่ได้จะถูกนำไปผลิตไอน้ำแรงดันสูงเพื่อหมุนกังหันและผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ จำหน่ายเข้าระบบในอัตรา 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี

ระบบความดันลบ + รีไซเคิลกลิ่น แก้ปัญหากลิ่นตั้งแต่ต้นทาง
ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมถูกออกแบบให้ทำงานแบบบูรณาการ โดยใช้ “ระบบความดันลบ” ภายในอาคารบ่อขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นและอากาศรั่วไหลออกสู่ภายนอก พร้อมนำอากาศและก๊าซที่เกิดขึ้นกลับมาใช้เป็นอากาศในกระบวนการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังติดตั้งเครื่องตรวจวัดกลิ่นแบบ E-nose จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งใช้เซนเซอร์ตรวจจับสารระเหยและวิเคราะห์ด้วย AI ในรูปแบบ Odor Fingerprint เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมกลิ่นได้แบบเรียลไทม์
ในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน โครงการมีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ รวม 93 ชุมชน โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ในซอยอ่อนนุช 86 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มูลค่าการลงทุนราว 6,000 ล้านบาท ดำเนินงานในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) และคาดว่าจะมีรถขนขยะเข้าสู่พื้นที่วันละ 300–400 คัน

เจาะระบบบำบัดไอเสียโรงไฟฟ้าขยะ ดักฝุ่นเล็กกว่า PM2.5
เหอ หนิง กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ขั้นตอนการเผาไหม้จะทำให้เกิดก๊าซไอเสียตามธรรมชาติ โรงงานจึงติดตั้งระบบบำบัดหลายชั้น เริ่มจาก “หอปฏิกิริยา” สำหรับกำจัดก๊าซกรดและสารอันตราย ตามด้วยการฉีดสารดูดซับ เช่น ผงถ่านกัมมันต์และปูนขาว เพื่อดักจับสารพิษ ก่อนเข้าสู่ระบบถุงกรองฝุ่น (Bag Filter) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ระบบดังกล่าวสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่า 86% และเพิ่มประสิทธิภาพเป็นกว่า 90% เมื่อใช้สารเคลือบช่วย โดยสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กถึงระดับ 0.1 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่า PM2.5 ขณะที่ฝุ่นจากกระบวนการเผาไหม้ทั่วไปมักอยู่ในช่วง PM10 หรือใหญ่กว่า ส่งผลให้ค่าการปล่อยมลพิษของโรงงานต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน โดยค่ามาตรฐานอยู่ที่ 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่โรงงานสามารถควบคุมได้เพียงประมาณ 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สะท้อนถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่นำมาใช้

โจทย์ใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นควบคู่การแก้ปัญหาขยะเมือง
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะนำเสนอเทคโนโลยีควบคุมกลิ่นและมลพิษในระดับสูง แต่ “การยอมรับของชุมชน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้พัฒนาโครงการระบุว่าจะเดินหน้าสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านมาได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนรวมกว่า 3,000 คน เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ในระยะยาว
โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ 2567 และมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 1,000 วัน โดยถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “พลังงาน” ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการขยะของเมืองในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นของสังคม