สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปฏิรูปบูรณาการเดินหน้ามุ่งเป็นประเทศใช้พลังงานสะอาดในอนาคต


สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) เป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอาหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ริมอ่าวเปอร์เซีย ประกอบด้วยรัฐเจ้าผู้ครองนคร 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี อัจมาน ดูไบ ฟูไจราห์ ราสอัลไคมาห์ ชาร์จาห์ และอุมม์อัลไกไวน์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรน้ำมันและร่ำรวยจากการขายน้ำมัน ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นนั้นก็นำไปสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลอ่างเก็บน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโซลาร์ฟาร์มที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในโลก และขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อมุ่งเป็นประเทศที่เดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มตัว แถมทำที่เก็บพลังงานสะอาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Expo 2020 Dubai มหกรรมด้านพลังงานทดแทน

ฯพณฯ รีม อัล ฮาชีมี รัฐมนตรีกระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศและผู้อำนวยการจัดมหกรรม Expo 2020 Dubai ผนึกพันธมิตรอย่าง CEO กลุ่มบริษัท ENOC คือ ฯพณฯ ซารีฟ ฮุมัยด์ อัล ฟาลาซี ร่วมกันจัดมหกรรม “Expo 2020 Dubai” เปิดโอกาสให้ผู้ไปเยือนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของพลังงานซึ่งพาวิลเลียนของ ENOC ถูกจัดขึ้นภายใต้ภายใต้ธีม “Reimagine Energy” ของแนวคิดการออกแบบให้เป็นถังเก็บน้ำมันที่มีโครงสร้าง 5 ส่วน ประกอบไปด้วย “บ้าน” 4 หลังที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป ได้แก่ “Discovery” ให้ความรู้ว่าพลังงานคืออะไร “Harness” บอกให้รู้ว่าพลังงานสามารถทำอะไรได้บ้าง “Collaborate” ทำให้เข้าใจว่าพลังงานต้องการอะไร และ “Reimagine” ที่จะมาเล่าเรื่องราวคำมั่นสัญญาของพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรพื้นที่ “The Hive” ไว้เป็นเวทีเสวนาร่วมกันหารือถกประเด็นในคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ของภาคอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ให้กับภาคพลังงาน ENOC ยังมีแนวคิดที่จะจัดสถานีบริการแบบใหม่ในมหกรรมนี้ภายใต้การออกแบบบนพื้นฐานการจัดวางโครงสร้างแบบต้น Ghaf ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบแนวคิดแรกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับ LEED Gold ได้เป็นครั้งแรกของภูมิภาค และถูกนำมาใช้ในการจัดวางโครงสร้างของแผนงานเขตเศรษฐกิจและธุรกิจใหม่ของดูไบหรือที่มีชื่อเรียกว่า District 2020

โรงงานผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกในเมืองอาบูดาบีจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว

อาบูดาบี เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในงานประชุม United Nations Abu Dhabi Climate Meeting บริษัท Emirates Water and Electricity Company ประกาศว่า โรงงาน “Noor Abu Dhabi” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง 3 ชาติ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และจีน โรงงานดังกล่าวนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ 1,177 เมกะวัตต์ ด้วยแผงโซลาร์เซลล์กว่า 3.2 ล้านแผง ติดตั้งไปทั่วพื้นที่ 8 ตารางกิโลเมตรในโรงงาน Noor Abu Dhabi ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของคนประมาณ 90,000 คน และได้จำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์แล้ว

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์

Thani Al Zeyoudi รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นการเพิ่มมูลค่าของพลังงานทดแทน ช่วยลดมลพิษทางอากาศของโลกได้อย่างมาก รวมทั้งสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ตามความต้องการในปริมาณที่มากเช่นเดียวกัน และมันช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน UAE ได้มากถึง 1 ล้านเมตริกตัน เทียบเท่ากับลดจำนวนรถออกจากถนนถึง 200,000 คันบนถนนเลยทีเดียว

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงพัฒนาต่อเนื่องสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ในอีกไม่นานนี้ทาง Emirates Water and Electric มีแผนเตรียมสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 2 กิกะวัตต์ และซาอุดิอาระเบียก็มีข้อตกลงร่วมที่จะสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2.6 กิกะวัตต์ ในเมืองเมกกะ ถือว่าในแถบภูมิภาคนี้เริ่มใส่ใจในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโลกมากขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตามแผนในอีก 50 ปีข้างหน้า ประกอบกับทางประเทศก็มีแผนลงทุน 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อเดินหน้าพลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่างๆ ด้วย และภายในปี 2593 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งเป้าการใช้งานพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศว่าจะต้องมาจากแหล่งที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนถึง 60% จึงเป็นสัญญาณดีของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่จริงจังกับพลังงานในอนาคต


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 96 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 คอลัมน์ GREEN World โดย กองบรรณาธิการ