รมว.พลังงาน เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “Energy For All” ปี 2563 ไฟฟ้าเข้าถึงทุกพื้นที่ โรงไฟฟ้าชุมชน 1,000 MW ผุดโมเดลสถานีพลังงานชุมชน


รมว.พลังงานมอบนโยบายข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจทิศทางการใช้ภาคพลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก Energy For All เปิดเป้าหมายระยะสั้นที่เร่งทำก่อน ทั้งด้านไฟฟ้า เน้นให้ทุกพื้นที่ทั่วไทยมีไฟฟ้าใช้ เร่งผลิตไฟจากโรงไฟฟ้าชุมชนกว่า 1,000 MW ใน 3 ปี และแจ้งเกิดสถานีพลังงานชุมชนทั่วประเทศ ส่วนด้านก๊าซและน้ำมัน เตรียมผลักดันมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงาน เร่งการใช้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลมาตรฐานทั่วประเทศ พร้อมหนุนให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นรูปธรรม

9 ธันวาคม 2562 – นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนา “การสื่อสารนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติ ปี 2563” ว่า การสัมมนานี้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อรับทราบทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานไปพร้อมๆ กัน ผ่านนโยบาย “Energy For All พลังงานเพื่อทุกคน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2563 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะลำบาก จากผลพวกเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดีนัก ดังนั้น พลังงานถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยสร้างรายได้ในระดับชุมชน ปี 2563 จะเร่งการขับเคลื่อนนโยบาย “Energy For All พลังงานเพื่อทุกคน” ลงไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้วางเป้าหมายระยะสั้นที่จะเร่งดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน 1,000 เมกะวัตต์ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำเสนอรายละเอียดโครงการฯเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติในวันที่ 16 ธ.ค.2562 นี้ รวมทั้งคาดว่าปี พ.ศ.2563 จะมีเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟสแรก 7-8 หมื่นล้านบาท โดยหลักการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจะพิจารณาผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเป็นหลัก เช่น เกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่และต้องยกระดับรายได้ของชุมชน ซึ่งหากพบว่า ดำเนินการไปแล้วเอกชนรายใด ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือ เบี้ยวชุมชน จะยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าทันที, ด้านการเข้าถึงไฟฟ้าตั้งเป้าหมายทุกพื้นที่ของประเทศไทยที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องจะมีไฟฟ้าใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งพื้นที่บริเวณชายขอบ ชายแดน ปลายสายส่งไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มีประมาณ 40 จังหวัด กว่า 500 หมู่บ้าน และมีพื้นที่อยู่ปลายสายส่งที่เกิดปัญหาไฟตกไฟดับบ่อยอีกจำนวนมาก โดยเบื้องต้นจะแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและกลุ่มที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น เป็นพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการพื้นที่ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายได้ก่อน พร้อมกำหนดแผนดำเนินการให้เสร็จภายใน 3-5 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำกรอบการสนับสนุนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านกองทุนอนุรักษ์และพัฒนาพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนในทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

ต่อมาจะเป็นการเร่งผลักดันสถานีพลังงานชุมชนเพื่อจัดทำสถานีพลังงานชุมชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศซึ่งจะใช้โมเดลพัฒนาชุมชนของ จ.กาญจนบุรี เป็นแนวทางทำสถานีพลังงานชุมชนแบบครบวงจรที่นำพลังงานจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล ขยะ และเชื้อเพลิงฟอสซิลมาบริหารจัดการ เพื่อลดรายจ่ายด้านพลังงานและสร้างรายได้ต่อยอดอาชีพของชุมชน โดยจะพิจารณานำเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เข้ามาสนับสนุนเบื้องต้น ทั้งนี้นโยบายพลังงานชุมชน จะมีทั้งส่วนที่ใช้เงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เข้าไปสนับสนุน หรือ อาจดึงภาคเอกชน เข้าร่วมจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร (CSR) โดยขณะนี้เตรียมความพร้อมรายละเอียดโครงการเพื่อนำเข้าสู่การพิจาณาของคณะอนุกรรมการกองทุนฯ หลังจากมีผู้ยื่นเสนอคำขอกว่า 100 โครงการแล้ว คาดว่าจะทยอยอนุมัติจัดสรรงบประมาณปี 2563 ที่มีอยู่ 1 หมื่นล้านบาท ได้ในช่วงประมาณเดือน ก.พ.-มี.ค.2563

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นอกจากนี้จะเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงานช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้านส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยจะเร่งผลักดันการใช้ดีเซล บี10 และอี 20 เป็นน้ำมันเกรดมาตรฐานในส่วนของดีเซลและเบนซิน เพื่อดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกิน 4 แสนตันออกจากตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคา และขณะนี้ยกระดับราคาปาล์มน้ำมันขึ้นมาที่ กิโลกรัมละกว่า 4 บาทแล้ว อีกทั้งช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งปี 2563 จะออกมาตรการส่งเสริม อี 20 และเร่งส่งเสริมสนับสนุนนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)อย่างเป็นรูปธธรรม โดยได้หารือกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกันทั้งระบบ พร้อมพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับทิศทางในอนาคต ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน พร้อมสนับสนุนสถานีชาร์จไฟฟ้าและทบทวนอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและจะเร่งพิจารณานำกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้ หรือ สำรองไฟฟ้าที่ประเทศมีอยู่ระดับ 30% นำมาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับรถไฟฟ้าสาธารณะ เช่น BTS และ MRT โดยมีเป้าหมายชัดว่าเมื่อดำเนินการแล้วจะต้องลดค่าตั๋วโดยสารให้กับภาคประชาชน และไฟฟ้าส่วนเกินนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านไปสู่การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการค้าไฟฟ้าระหว่างประเทศ ตามแผนการเชื่อมโยงไฟฟ้าของอาเซียน (อาเซียนกริด) ด้วย คาดว่าแต่ละแผนจะชัดเจนในเร็วๆนี้

“ในส่วนของการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2561-2580 (PDP2018) ที่กำหนดเป้าหมายอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยระยะ 20 ปี อยู่ที่ 3.58 บาทต่อหน่วย ควรจะต้องปรับให้คำนึงถึงต้นทุนการแข่งขันของประเทศด้วย โดยเฉพาะเวียดนาม ที่มีค่าไฟฟ้าถูกกว่าประเทศไทย และการขับเคลื่อนพลังงานต้องมองในเรื่องของความมั่นคงระยะยาวแม้ว่าพลังงานทดแทนจะมีศักยภาพมากขึ้นแต่ยังคงมีราคาที่สูงและยังไม่มั่นคงดังนั้นต้องใช้โอกาสทางยุทธศาสตร์ของไทยในการก้าวสู่ฮับภูมิภาค (Hub) ทั้งการซื้อขายไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และรวมถึงการเจรจาเพื่อการพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่มีความมุ่งมั่นจะเกิดขึ้นในปี 2563” รมว.พลังงาน กล่าวโดยสรุป


Source: ภาพ-ข่าว กระทรวงพลังงาน