รถขนส่งไปรษณีย์ไทย พลังงานไฟฟ้า 100% รับเทรนด์รักษ์โลก นำร่องพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล


ปัจจุบันการคมนาคมขนส่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และยังมีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน่วยงานด้านการขนส่งโลจิสติกส์ที่มีส่วนในการใช้เส้นทางคมนาคมเพื่อประกอบธุรกิจ ได้ตระหนักถึงแนวคิดการนำระบบขนส่งอย่างยั่งยืน (Sustainable Transport) จึงได้พัฒนานำนวัตกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ทดลองขนส่งสิ่งของในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะทางอากาศให้เป็นศูนย์

โครงการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรเพื่อขนส่งสินค้า-พัสดุไปรษณีย์” เป็นการจับมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานโดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ซึ่งบ้านปูได้ส่งมอบยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า 100% ให้ไปรษณีย์ไทยเพื่อทดลองใช้ขนส่งไปรษณียภัณฑ์ ได้แก่ รถตู้ไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะทางประมาณ 250-300 กิโลเมตร บรรทุกสิ่งของได้ 300-700 กิโลกรัม ขณะที่ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สามารถขับเคลื่อนได้ในระยะทางประมาณ 60-80 กิโลเมตร บรรทุกสิ่งของได้ 30-80 กิโลกรัม เป็นอีกขั้นของการนำร่องในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีการใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนแผนการลดมลภาวะทางอากาศให้เป็นศูนย์ ตลอดจนส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไปรษณีย์ไทยตั้งเป้ารถไฟฟ้า 100%มาใช้ขนส่งสิ่งของให้ได้กว่า 100 คัน ภายใน 4 ปี หรือ พ.ศ. 2566

โครงการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรเพื่อขนส่งสินค้า-พัสดุไปรษณีย์
กาหลง ทรัพย์สอาด รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (สายงานระบบปฏิบัติการ) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด

สำหรับระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้าของรถขนส่งไปรษณีย์ไทยพลังงานไฟฟ้า 100% นี้ โดยรถตู้ไฟฟ้าจะใช้เวลาในการชาร์จไฟฟ้าเพียง 4-6 ชั่วโมง และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าใช้เวลาในการชาร์จเพียง 2 ชั่วโมง สามารถใช้งานยานยนต์ดังกล่าวได้นานหลายวัน แต่ขึ้นอยู่กับระยะทางที่วิ่ง ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังลดค่าซ่อมบำรุงและค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ไปรษณีย์ไทยยังมีโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาส่งเสริมการประหยัดพลังงานในการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ และจัดหาสถานที่สำหรับการติดตั้งสถานีจ่ายไฟ (Charging Station) เพื่อพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าต่างๆ ที่เหมาะกับการดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น สามล้อไฟฟ้า (E-Tricycle) รถบรรทุกไฟฟ้าพร้อมตู้พ่วง (E-Truck) หรือรถเข็นไฟฟ้า (E-Trolley) เป็นต้น

ขณะที่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นองค์กรที่มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล และรองรับเทรนด์การใช้พลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ในอนาคต ตามกลยุทธ์ “Greener & Smarter” ซึ่งนับว่าเป็นความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยที่จะช่วยกระตุ้นและผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญ และใช้พลังงานสะอาดกันมากขึ้น โดยเฉพาะยานยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ (Green Vehicles) เพื่อช่วยอนุรักษ์พลังงาน ลดปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว เรียกได้ว่า บ้านปูได้พัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แนวคิด Mobility as a Service โดยถือเป็นผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าและขนส่งแบบครบวงจร (Electric Vehicle and Mobility Services) รายแรกของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทางด้านไปรษณีย์ไทยก็ได้คัดเลือกยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับการนำ จ่ายพัสดุ-สินค้า รวมถึงมีเทคโนโลยีการบริหารประสิทธิภาพ ที่แสดงผลการทำงาน สมรรถนะเครื่องยนต์ รวมถึงแจ้งเตือนเหตุขัดข้องแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ และวางแผนการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพื่อให้รถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบความคุ้มค่าจากการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดด้านระบบขนส่งอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

จักรยานยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี หากไปรษณีย์ไทยหันมาใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งจำนวน 10,000 คัน ภายในระยะเวลา 1 ปี จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 130,000 ต้น หรือเท่ากับการปลูกป่าประมาณ 190 ไร่ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และค่าเชื้อเพลิงได้สูงสุด 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการนำรถจากพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในระยะยาว จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่กับการลดการก่อมลพิษ และตอกย้ำความพร้อมการเป็นฟันเฟืองหลักด้านโลจิสติกส์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและธุรกิจ E-Commerce ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองเทรนด์การรักษ์โลก และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการขับเคลื่อนยานยนต์ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ดังกล่าว


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 97 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ AUTO Challenge โดย กองบรรณาธิการ