ฮาวทูทิ้ง หน้ากากอนามัยให้ปลอดภัยกับสังคมและสิ่งแวดล้อม


หน้ากากอนามัยจัดเป็นวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้สำหรับการป้องกันสิ่งปนเปื้อนทั้งอนุภาคขนาดใหญ่และขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายของแพทย์และคนไข้ผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยส่วนใหญ่หน้ากากอนามัยจะถูกใช้โดยศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ เทคนิค การแพทย์ และสัตวแพทย์ ระหว่างการวินิจฉัย ผ่าตัด หรือเมื่อจำเป็นต้องรักษา ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อโรคทั้งในรูปแบบของเหลว เช่น น้ำลาย น้ำเหลือง และเลือด หรือละอองปนเปื้อนเชื้อซึ่งสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและจมูก

ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยในช่วง COVID-19 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เพราะนอกจากหน้ากากอนามัยจะถูกใช้ทางการแพทย์ ในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้ว ประชาชนทั่วไปยังมีความต้องการใช้หน้ากากอนามัยมากขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อ COVID-19 อีกด้วย โดยหากใช้ วิธีการประมาณการแบบหยาบๆ โดยกำหนดให้ปริมาณการผลิตหน้ากากอนามัย ในประเทศอยู่ที่ 1.56 ล้านชิ้น/วัน2 ทั้งในช่วงก่อนและหลังมีการระบาดของ COVID-19 (ซึ่งไม่นับรวมการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานที่ผลิตหน้ากาก อนามัยเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในช่วงที่มีการแพร่ระบาด) ซึ่งจากจำนวนนี้ มีการจัดสรรหน้ากากอนามัยจำนวน 0.8 ล้านชิ้น/วัน ให้กับสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์และที่เหลืออีก 0.76 ล้านชิ้น/วัน ให้กับประชาชนทั่วไป

ถ้าตั้งสมมติฐานว่าในช่วงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ประชาชนทั่วไปไม่มีความต้องการใช้หน้ากากอนามัย มีแต่บุคลากรทางการ แพทย์ที่ใช้ ดังนั้นปริมาณความต้องการใช้หน้ากากอนามัยในช่วงก่อนมี COVID-19 อยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านชิ้น/วัน ในขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ หน้ากากอนามัยในช่วงหลังมี COVID-19 อยู่ที่ 1.56 ล้านชิ้น/วัน เนื่องจากประชาชนหันมาสวมใส่หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น เพราะหวาดกลัวการระบาดของmakingCOVID-19 จะเห็นว่าความต้องการใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นั่นหมายความว่าในแต่ละวันปริมาณขยะที่เกิดจากหน้ากากอนามัยที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

หน้ากากอนามัยเป็นขยะติดเชื้อ หากทิ้งและกำจัด ไม่ถูกต้องอาจรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมได้

หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจัดได้ว่าเป็นขยะติดเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วปนเปื้อนด้วยเสมหะ น้ำลาย น้ำมูกของบุคคลผู้ใช้ และอาจยังปนเปื้อนเชื้อโรคจากบุคคลที่ป่วย หรือผู้เป็นพาหะนำโรคได้ ถ้าหากหน้ากากอนามัยเหล่านี้ไม่ได้รับการ คัดแยกอย่างถูกวิธี ถูกทิ้งปะปนกับขยะชุมชน จะส่งผลให้พนักงานที่ ทำหน้าที่เก็บขนขยะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ COVID-19 และเมื่อขยะถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น เทกองกลางแจ้ง ก็อาจเพิ่มโอกาสที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปยังคนในชุมชนทั้งทางน้ำและทางอากาศ นอกจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของพนักงานเก็บขยะและคนในชุมชนแล้ว ปริมาณขยะหน้ากากอนามัยแบบ ใช้ครั้งเดียวทิ้งที่จัดการไม่ถูกต้องยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและ สิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากหน้ากากอนามัยมีองค์ประกอบที่ผลิตจากวัสดุที่ ย่อยสลายยาก เช่น โพลีโพรไพลีน (Polypropylene : PP) ซึ่งเป็นพลาสติก ชนิดหนึ่งที่นำมาขึ้นรูปให้เป็นเส้นใยสังเคราะห์แล้วทอให้เป็นแผ่น รวม ไปถึงลวดสำหรับปรับให้เข้ากับโครงจมูกก็ทำมาจากแผ่นพลาสติกขนาดเล็ก หรือลวดโลหะอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน้ากากอนามัย

หน้ากากอนามัย กับปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อจาก COVID-19

จีนและฮ่องกงประสบปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อจาก COVID-19

หลายประเทศที่เริ่มมีการระบาดของ COVID-19 ก่อนประเทศ อื่นๆ เช่น ประเทศจีนและฮ่องกงพบว่าเริ่มประสบปัญหาในการกำจัดขยะ ติดเชื้อแล้ว โดยในฮ่องกงเมื่อประชาชนจำนวนมากสวมใส่หน้ากากอนามัย เพิ่มขึ้นเนื่องจากหวาดกลัวการระบาด อย่างไรก็ดี หลังจากถูกใช้งานแล้วหน้ากากเหล่านี้ถูกทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลให้มีขยะหน้ากากอนามัยจำนวน มากลอยมาติดบริเวณชายหาดหมู่เกาะโซโค ของฮ่องกง ขยะดังกล่าวเป็น ภัยคุกคามต่อระบบนิเวศของหมู่เกาะโซโค

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลให้ประเทศจีนต้องเผชิญ กับปัญหาขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วและขยะติดเชื้อที่เกิดจาก สถานพยาบาลจำนวนมาก การที่ประเทศจีนมีเตาเผาขยะติดเชื้อ ไม่เพียงพอสำหรับกำจัดขยะเหล่านี้อย่างถูกวิธี และมีเตาเผาขยะติดเชื้อ จำนวนหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นสำหรับจัดการกับขยะติดเชื้อในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค SARs ใกล้สิ้นสุดอายุการใช้งาน ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องกำจัดขยะติดเชื้อเหล่านี้อย่างไม่ถูกวิธี อีกทั้งทำให้ประชาชนและพนักงานเก็บขนขยะมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากมูลฝอยติดเชื้อเหล่านี้อีกด้วย

ในกรณีของเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นในแต่ละวันสูงถึง 200 ตัน ซึ่งมากกว่าศักยภาพในการรองรับของเตาเผาขยะติดเชื้อถึง 4 เท่าตัว3 ส่งผลให้มีมูลฝอยติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี เพิ่มความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมภายในเมืองอู่ฮั่น

หน้ากากอนามัยเป็นขยะติดเชื้อ ต้องคัดแยกจาก ขยะทั่วไป – นำไปกำจัดอย่างถูกวิธี

เนื่องจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วเป็นขยะติดเชื้อ จึงมีความจำเป็นต้องคัดแยกหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป พร้อมทั้งต้องเก็บขนไปยังสถานที่สำหรับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อที่มีเตาเผาอุณหภูมิสูงตามแนวทางที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 ไม่ใช่ดำเนินการแบบขยะชุมชน ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายและติดเชื้อไวรัสได้มากขึ้น

กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2545 ได้ระบุถึง แนวทางในการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ การใช้เตาเผา การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ และการทำลายเชื้อด้วยความร้อน ในกรณีที่กำจัด มูลฝอยติดเชื้อในเตาเผา ได้มีการกำหนดให้ใช้เตาเผาที่มีห้องเผามูลฝอยติดเชื้อและห้องเผาควัน การเผามูลฝอยติดเชื้อให้เผาที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 760 องศาเซลเซียส และในการเผาควันกำหนดให้เผาด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,000 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ในการเผาจะต้องมีการควบคุมมาตรฐาน อากาศเสียที่ปล่อยออกจากเตาเผาด้วย สำหรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยวิธีการทำลายเชื้อด้วยไอน้ำหรือความร้อน จะต้องดำเนินการให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานทางชีวภาพ โดยจะต้องมีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และปรสิต ที่อยู่ในมูลฝอยติดเชื้อทั้งหมด

ศักยภาพในการเก็บขนและจัดการขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วง COVID-19

การเก็บขนและจัดการขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วง COVID-19

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มที่รุนแรง และขยายวงกว้างมากขึ้น ปริมาณการใช้หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์2020ทางการแพทย์อื่นๆ ทั้งถุงมือทางการแพทย์ ชุดป้องกันเชื้อโรค (PPE) ฯลฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยอุปกรณ์เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการจัดการเหมือนมูลฝอยติดเชื้อ คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือศักยภาพในการรองรับของบริการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถรองรับได้หรือไม่ และถ้าขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วไม่ได้ถูกคัดแยกออกมา แต่ถูกทิ้งปะปนกับขยะชุมชนอื่นๆ ทางภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร

เนื่องด้วยการเก็บขนและการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อจำเป็นต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงได้กำหนดไว้ ดังนั้นการคำนึงถึงความสามารถ ในการรองรับ (Capacity) ของหน่วยงานที่รับเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อและหน่วยงานที่รับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับ การเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ พบว่าปัจจุบันทั่วประเทศมีบริษัทเอกชน จำนวน 25 ราย และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 10 ราย ที่รับเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ โดยมีการนำระบบ Manifest System มาใช้ใน การควบคุมและกำกับดูแลการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งกำจัด

สำหรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในปัจจุบัน พบว่ามีการกำจัดมูลฝอย ติดเชื้อ ณ แหล่งกำเนิดจำนวน 67 แห่ง ซึ่งสามารถจำแนกเป็นการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโดยใช้เตาเผา 61 แห่ง และเครื่องมือสำหรับนึ่งฆ่าเชื้อโดย ใช้ไอน้ำร้อนและแรงดันสูง (Autoclave) จำนวน 6 แห่ง สำหรับมูลฝอยติดเชื้อที่ไม่ได้รับการกำจัด ณ แหล่งกำเนิด จะถูกเก็บขนไปกำจัดใน เตาเผามูลฝอยติดเชื้อ4 โดยแบ่งเป็นเตาเผามูลฝอยติดเชื้อของเอกชนจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท โชติฐกรณ์ พิบูลย์ จำกัด (40 ตัน/วัน) บริษัท ที่ดินบางปะอิน จำกัด (8 ตัน/วัน) และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (40 ตัน/วัน) สำหรับเตาเผามูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ อบจ.นนทบุรี (7.2 ตัน/วัน) อบจ.ระยอง (3.6 ตัน/ วัน) เทศบาลนครอุดรธานี (7.2 ตัน/วัน) เทศบาลนครยะลา (อยู่ระหว่าง การปรับปรุง) เทศบาลเมืองน่าน (4.8 ตัน/วัน) เทศบาลเมืองวารินชำราบ (8.4 ตัน/วัน) และเทศบาลเมืองภูเก็ต (3 ตัน/วัน)

มาตรการของไทยในปัจจุบัน เน้นให้ความรู้การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี

มาตรการที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เน้นการสร้างความตระหนักและให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง2020ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรุงเทพมหานครได้ออกมา ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนว่าสามารถทิ้งหน้ากากอนามัย ที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธีได้อย่างไร โดยแนะนำให้ประชาชนนำหน้ากากอนามัย ที่ใช้แล้วบรรจุใส่ถุงที่ปิดสนิท มัดปากถุงให้แน่น พร้อมติดหน้าถุงว่า “หน้ากากอนามัย” เพื่อให้รถเก็บขนขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเก็บขนไปกำจัด นอกจากนี้ ทางกรุงเทพมหานครจัดให้มี ถังรองรับหน้ากากอนามัย (ถังสีแดง) เฉพาะในจุดที่ทางกรุงเทพมหานครกำหนด เช่น สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร 11 แห่ง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

มาตรการของจีนค่อนข้างเข้มข้น และจูงใจให้คน คัดแยกและทิ้งอย่างถูกวิธี

หากพิจารณามาตรการของประเทศจีนเกี่ยวกับการจัดการขยะหน้ากากอนามัย พบว่ารัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการที่เข้มข้นในการจัดการกับผู้ที่ทิ้งหน้ากากอนามัยและขยะติดเชื้ออื่นๆ แบบผิดวิธี ควบคู่ไปกับมาตรการทางสังคมซึ่งจูงใจให้คนคัดแยกและทิ้งขยะเหล่านี้อย่างถูกต้อง โดยรัฐบาลจีนได้กำหนดให้ตั้งถังขยะพิเศษในชุมชนทุกแห่งและ ออกข้อกำหนดให้ประชาชนนำหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วพับใส่ถุงพลาสติกและทิ้งลงในถังขยะพิเศษสีแดงเท่านั้น โดยที่ทิ้งขยะทุกแห่งจะมีกล้อง CCTV บันทึกตลอดเวลา ในกรณีของเมืองเซี่ยงไฮ้ หากประชาชนทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วไม่ตรงกับถังที่กำหนดจะถูกปรับ5 ครั้งละ 200 หยวน หรือ 1,000 บาท แต่ในกรณีของร้านค้า จะถูกปรับครั้งละไม่เกิน 50,000 หยวน หรือ 250,000 บาท

นอกเหนือจากเงินค่าปรับแล้ว มาตรการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนซึ่ง ชาวเซี่ยงไฮ้หลายคนกังวลคือ การถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Credit Rating) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลติดตามพฤติกรรมทางการเงิน และทางสังคมของประชาชนชาวเซี่ยงไฮ้ที่บ่งบอกถึงระดับความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) ผู้ที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือต่าจะถูกกีดกันจากการเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน การเข้าทำงานในสถานที่ทำงานที่ดี รวมถึง ถูกกีดกันจากการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะบางแห่ง เป็นต้น ซึ่งถือว่า เป็นมาตรการทางสังคมที่มีผลต่อแรงจูงใจในการคัดแยกและทิ้งขยะให้ถูกต้องของชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ สำหรับขยะติดเชื้อที่ผ่านการคัดแยกแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ของเมืองที่แต่งชุด PPE ป้องกันตนเองอย่างดีมาทำการเก็บทุกวัน พร้อมกับทำการพ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคที่ถังขยะทุกครั้งก่อน นำส่งเตาเผาขยะของเมืองต่อไป

คัดแยกและทิ้งหน้ากากอนามัย ให้ถูกวิธี

ไทยควรใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มข้นโดยประชาสัมพันธ์ – ขอความร่วมมืออย่างจริงจัง

ประเทศไทยควรใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มข้นขึ้น โดยประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมืออย่างจริงจังให้คนคัดแยกและทิ้งหน้ากากอนามัย ให้ถูกวิธี รวมทั้งจัดตั้งถังขยะติดเชื้อให้เพียงพอ นอกจากนี้ ควรใช้สื่อ ในการรณรงค์ที่มีเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและสามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อขอความร่วมมือให้ประชาชนทั่วไปช่วยกันแยกหน้ากากอนามัยใช้แล้วออกจากขยะครัวเรือนประเภทอื่น พร้อมทั้งพับหน้ากากอนามัย ใส่ถุงที่ปิดสนิท มัดปากถุงให้แน่น และเขียนหรือติดหน้าถุงว่า “หน้ากากอนามัย” เพื่อให้รถเก็บขนขยะมูลฝอยของสำนักงานเขต (พื้นที่กรุงเทพมหานคร) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเก็บไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป

สำหรับถังรองรับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว (ถังสีแดง) ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเพิ่มจำนวนถังสีแดง และควรเลือกจุดตั้งถัง ที่สะดวกสำหรับประชาชน เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปต้องไปหรือผ่านอยู่แล้ว เพื่อไม่ต้องเพิ่มภาระหรือต้นทุนให้กับประชาชนในการนำขยะหน้ากากอนามัยไปทิ้ง ในส่วนของหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน สถานประกอบการ และอาคารชุด จำเป็นต้องจัดให้มีถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยเฉพาะ และติดสัญลักษณ์รูปภาพข้อความที่สื่อถึงหน้ากากอนามัย ที่ใช้แล้ว ควรวางไว้ในจุดรวบรวมที่สามารถเห็นได้ชัดเจน ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วในองค์กรต่อเนื่อง สื่อสารเกี่ยวกับจุดที่ตั้งถังขยะและแสดงแผนผังหรือรูปภาพแสดงวิธี การทิ้งที่ถูกต้องไว้บริเวณที่ตั้งถังขยะ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่ได้ป่วยจาก COVID-19 ทางภาครัฐ สามารถรณรงค์ให้คนเหล่านี้หันมาใช้หน้ากากผ้าที่สามารถใช้ซ้ำได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะหน้ากากอนามัย รวมถึงลดภาระของระบบ เก็บขนและกำจัดขยะติดเชื้อไปได้มาก


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 99 พฤษภาคม-มิถุนายน 2563 คอลัมน์ How to
โดย ดร.กรรณิการ์ธรรมพานิชวงค์, ดร.วิชสิณีวิบุลผลประเสริฐ

1 ผู้เขียนขอขอบคุณ รศ. ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา สำหรับข้อแนะนำในการเขียน บทความ และขอบคุณ ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ และณัฐพร บุตรโพธิ์ ที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูล

2 ที่มา: https://news.thaipbs.or.th/ content/289780 และ https://thestandard.co/where-are- the-hygiene-masks-distributed/

3 ที่มา: https://www.scmp.com/comment/opinion/article/3074162/disposal-face-masks-and-medical-waste-crisis-makingCOVID

4 ที่มา: สถานการณ์และนโยบายการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของ กทม.

5 ที่มา: https://www.bbc.com/news/world-asia-china-48847062