การสร้างอนาลิติกส์ด้วยเทคโนโลยีไอโอทีเพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะ


“สมาร์ทซิตี้” (Smart City) หรือเมืองอัจฉริยะ หมายถึง เมืองที่พึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพลเมือง มีการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้วางผังเมืองและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ สามารถลดภาระของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกัน พลเมืองของสมาร์ทซิตี้ยังสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการอัตโนมัติ การใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล การหาข้อมูลออนไลน์ โมบายล์แอพพลิเคชั่น หรือการติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐผ่านโซเชียลมีเดีย เมืองจึงเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่สามารถดูแลตนเอง และใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ในเชิงเทคนิค สมาร์ทซิตี้ คือเมืองที่มีเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลระยะไกลที่ช่วยในการเข้าถึงฐานข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวกันและมีการอัพเดตแบบเรียลไทม์ฐานข้อมูลนี้บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการต่างๆ สถานะของสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการจ่ายกระแสไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องมีซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม หรือแพลตฟอร์มไอโอทีขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาล ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอตามความต้องการต่างๆ ของเมือง ซึ่งการใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์เช่นนี้ ช่วยในการควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร รวมถึงป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น Machine Learning และ AI (Artificial Intelligence) ระบบดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้ได้หลายด้าน ตั้งแต่การแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจุดอ่อนต่างๆ ภายในเมือง การเฝ้าระวังและวิเคราะห์ปัญหาจะช่วยในการตัดสินใจตอบสนองต่อปัญหา และวางแผนต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีและมีข้อมูลรองรับ

“สมาร์ทซิตี้” (Smart City) หรือเมืองอัจฉริยะ

แอนดรูว์ ตัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของบริษัทไอที เน็กไซน์ จากประเทศรัสเซีย ที่มีสาขากระจายตัวอยู่ในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกาและเอเชีย รวมถึงประเทศไทย กล่าวว่า“เน็กไซน์ พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่กับการสร้างสมาร์ทซิตี้ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและระบบการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นต่างๆ เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงสาเหตุหลักของปัญหาอย่างรวดเร็ว และแก้ปัญหาได้โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ซึ่งการใช้โซลูชั่นไอโอทีในการจัดการจราจรช่วยให้ผู้ดูแลสามารถควบคุมสถานการณ์โดยรวม หากมีอุบัติเหตุบนท้องถนนก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หน่วยดับเพลิง รถพยาบาล บริษัทแก๊ส ประปา และไฟฟ้า หรือปรับไฟสัญญาณจราจร อีกทั้งมีการจัดทำรายงานปัญหาบนท้องถนนแบ่งตามช่วงเวลา วันในสัปดาห์ และสถานที่ เพื่อให้เห็นจุดที่เกิดปัญหาบ่อยและช่วยในการวางแผนแก้ไข การวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ไอโอทีต่างๆ แบบเรียลไทม์ ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแต่ยังช่วยป้องกันการเกิดอุปกรณ์ขัดข้องหรือล้มเหลวได้ ด้วยการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอและซ่อมบำรุงก่อนเกิดปัญหา”

แอนดรูว์ ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่มีแผนพัฒนาสู่การเป็นชาติอัจฉริยะ (Smart Nation) โดยมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเซ็นเตอร์ไอโอที 2014 และระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ตั้งแต่การจราจรไปจนถึงการสาธารณสุข ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นหนึ่งในสมาร์ทซิตี้ต้นแบบ โดยประชาชนกว่าร้อยละ 80 ใช้บริการจากภาครัฐผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยลดปริมาณคนที่มาเข้าคิวบริการตามสถานที่ราชการต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่มีคนเป็นศูนย์กลางและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมือง การแพทย์ การศึกษา พลังงาน ความปลอดภัย บริการสาธารณะ เป็นต้น เพราะมีการเชื่อมระหว่างผู้คน ข้อมูล และสิ่งต่างๆ และเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของทุกระดับการปกครอง การพาณิชย์ และกิจกรรมทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนก็จะมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตประจำวันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการใช้ซอฟต์แวร์อัจฉริยะในการจัดการระบบสาธารณูปโภค การขนส่งและการจราจรในหลายเมือง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มไอโอทีที่สามารถรวบรวมและประมวลผลข้อมูลไอโอทีจากซอฟต์แวร์ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของเมือง ซึ่งถือเป็นระบบอัจฉริยะเพื่อสังคมที่ดีกว่า และประชากรในเมืองทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นชาติอัจฉริยะ


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 96 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 คอลัมน์ SMART City โดย เน็กไซน์