AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0


AVEVA บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Electric ล่าสุด AVEVA กำลังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ผ่านยุทธศาสตร์ Smart Grid 2.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนพลังงานของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

Ann Moore

Ann Moore ผู้ดำรงตำแหน่ง Industry Principal ด้าน Power and Utilities แห่ง AVEVA มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคมากกว่า 20 ปี และเสริมว่าด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 60 ปีของ AVEVA ในเรื่อง Engineering Designs และ Construction ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า AVEVA มีโซลูชันครบทุก Lifecycle ของอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยงานได้ทุกอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค

Ann Moore ได้ให้ทัศนะเชิงลึกว่า ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค มีข้อมูล (Data) เป็นรากฐานสำคัญ ยิ่งอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ข้อมูลยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นปริมาณมหาศาล ห่วงโซ่มูลค่าของข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่การผลิต ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงไปยังสถานีย่อยและการจ่ายไฟฟ้าไปยังผู้บริโภคเมื่อ 15-20 ปีที่แล้วจะพูดถึง Data Mining, Smart Metering และ SCADA เพื่อดูแลระบบส่งไฟฟ้ารูปแบบเก่า เป็นการส่งกำลังไฟฟ้าทางเดียวจากโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ไปยังผู้บริโภค การสื่อสารข้อมูลเป็นแบบรวมศูนย์ทางเดียว แต่ปัจจุบันนี้ โครงข่ายไฟฟ้าของไทยมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามากขึ้น การเติบโตทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ตัวอย่างเช่น โซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop ) หรือการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่บ้าน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้แค่ใช้พลังงานอย่างเดียว แต่เป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานและเป็นผู้บริโภคด้วย  ก่อเกิดการสื่อสารข้อมูลแบบสองทางหรือหลายทางมากยิ่งขึ้น จึงมีปริมาณข้อมูลจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีก การเก็บข้อมูลแบบไซโล (Silos) หรือข้อมูลแบบแยกส่วนกลายเป็นอุปสรรค หน่วยงานจึงต้องการแนวทางที่เป็นองค์รวม และจำเป็นต้องมีการมองเห็นข้อมูลแบบบูรณาการครบวงจร (Visibility) และเข้าถึงข้อมูลได้ โดยมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะจำนวนมากที่ราคาไม่แพง สามารถส่งคืนข้อมูลได้ทั้งหมดจาก Internet of Things (IoT) จากอุปกรณ์ภาคสนามเพื่อนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลอย่างเดียวนั้นไม่พอ หน่วยงานจะต้องบูรณาการข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก Solution AVEVA เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้  โดยเป็น Data Platform ที่บูรณาการแบบครบวงจร ในการดำเนินงานด้านการส่งไฟฟ้าหรือแม้แต่การผลิตสามารถใช้แพลตฟอร์มของ AVEVA เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือ (Reliability) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปฏิบัติการแบบเรียลไทม์ ทำให้ระบบการดำเนินงานเป็นอัจฉริยะ (Operational Intelligence)

AVEVA

AVEVA มีโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการประสิทธิภาพของสินทรัพย์ (Asset Performance Management) เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้า หรือการส่งและจำหน่ายนั้นมีสินทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นมีราคาแพงมาก และคงไม่ต้องการให้ไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนไว้ AVEVA จะตรวจสอบสภาพสินทรัพย์ทั้งหมดและระยะเวลาใช้ในการใช้งานของอุปกรณ์ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของตารางการบำรุงรักษาได้  ซึ่งสามารถช่วยปกป้องสินทรัพย์และยืดอายุการใช้งานได้

ด้านวิศวกรรม AVEVA มีระบบ 3 มิติ (3D) ทั้งการออกแบบวิศวกรรมและการวาดภาพ ดังนั้นจึงมีภาพจำลองเสมือนจริงแบบ 3 มิติของสินทรัพย์ทางกายภาพ สิ่งที่เป็นที่นิยมมากขณะนี้คือ แบบจำลองเสมือนจริงของโรงงาน (Digital Twin) ที่ไม่ใช่แค่การทำให้สินทรัพย์เป็นดิจิทัล แต่ยังสร้างภาพจำลองเสมือนของสินทรัพย์จริงขึ้นมาด้วย ซึ่งมีข้อมูลแบบเรียลไทม์และข้อมูลย้อนหลัง และยังมีแบบจำลองความเชื่อมโยงอีกด้วย

AVEVA

นอกจากนั้นโซลูชันของ AVEVA ยังเป็นระบบ Hybrid คือรูปแบบการทำงานของซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมที่ผสานการทำงานระหว่างระบบภายในองค์กร (On-Premises/Edge) กับระบบคลาวด์ (Cloud) เข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บ ประมวลผล และดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่โดยไม่ต้องละทิ้งระบบเดิมที่มีอยู่ และเป็นคลาวด์เนทีฟ (Cloud Native) ซึ่งช่วยเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมดในการคาดการณ์และพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยคลาวด์เนทีฟจะสร้างระบบนิเวศพลังงาน (Energy Ecosystem) ซึ่งจะมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันบนคลาวด์ ทำให้โซลูชันของ AVEVA ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก

AVEVA

AVEVA ยังมีโซลูชันไปไกลกว่า Data-Driven โดยเป็น AI-Driven Analysis ที่เรียกว่า Industrial AI Assistant คือเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) สำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูล ถาม-ตอบปัญหาทางเทคนิค หรือสรุปข้อมูลการทำงานด้วยการพิมพ์หรือพูดภาษาธรรมชาติ ผ่านแชทอินเทอร์เฟซ โดยไม่ต้องตั้งค่าชุดคำสั่งหรือแดชบอร์ดที่ซับซ้อน

อีกหนึ่งความท้าทาย คือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) AVEVA มีโซลูชันที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ โดยสามารถตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานได้ เช่น การตรวจจับการบุกรุก สินทรัพย์ในระบบไฟฟ้า เช่น เซิร์ฟเวอร์ ไฟร์วอลล์ หรือระบบไอทีที่จะต้องตรวจสอบและส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีความผิดปกติ ซึ่งเป็นการตรวจสอบสินทรัพย์เชิงรุก นอกจากความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว ความปลอดภัยทางกายภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา เคยมีเหตุการณ์สถานีไฟฟ้าถูกบุกรุก ทำให้ไฟดับไปทั้งชุมชน พลังงานจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปกป้อง

“โซลูชันของ AVEVA สามารถตรวจสอบได้ ถ้ามีคนพยายามแฮกหรืออะไรก็ตาม จะตรวจจับได้เหมือนกับอุปกรณ์ของคุณ ถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป หรือความดันสูงเกินไป องค์กรที่ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนทันที ทุกอย่างคือเรื่องของข้อมูลและการนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ” Ann Moore กล่าว

Ann Moore กล่าวว่า AVEVA มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบไฟฟ้าของไทยให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และ บีกริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) ซึ่งเป็นคู่ค้ามายาวนาน โดย AVEVA ได้ติดตั้งระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม (AVEVA PI System) ซึ่งเป็น Data Platform ระดับอุตสาหกรรม ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เครื่องจักร และระบบควบคุมในโรงงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นหัวใจสำคัญในการทำ Data Analytics ให้แก่ทั้งสองหน่วยงาน เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีข้อมูลสินทรัพย์ การดำเนินงาน และการบำรุงรักษามาก  อีกทั้งยังมีแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน จึงต้องบูรณาการข้อมูลเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานกำลังสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้แพลตฟอร์มข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวที่บูรณาการไว้แล้ว ทำให้ลูกค้าซึ่งใช้ AVEVA PI System ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก

สำหรับโครงการ Smart Grid 2.0 ของไทย ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มุ่งเน้นการรองรับพลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม) และรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใช้” มาเป็น “ผู้ผลิตและขายไฟฟ้า” (Prosumer) ได้ Ann Moore ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าโครงการ Smart Grid 2.0 คือการทำให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เนื่องจากภูมิทัศน์ของพลังงานกำลังเปลี่ยนไป มีความเคลื่อนไหวและซับซ้อนมากขึ้น  ขณะนี้มีระบบที่เรียกว่า Behind the Meter (BTM)  ที่เกิดขึ้นในบ้าน มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งแอร์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์  และยังมีโซลาร์บนหลังคาที่ผลิตไฟเองด้วย ทำให้ระบบ BTM มีความซับซ้อนมากขึ้น

การจะบริหารจัดการดูแลระบบ Smart Grid 2.0 ที่ซับซ้อนต้องมีระบบ Data Platform อย่าง AVEVA ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ บูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียว รวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Data Silos) จากหลายระบบให้เป็นระเบียบ มองเห็นสินทรัพย์ในระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็นภาพจำลองเสมือน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายเวลาที่เครื่องจักรหรือสินทรัพย์ใดมีปัญหา ช่วยลดดาวน์ไทม์ และประหยัดพลังงาน และรองรับการทำงานแบบ Hybrid ทำงานร่วมกันได้ทั้งบนเซิร์ฟเวอร์ (Edge) และระบบคลาวด์ (Cloud) มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง และเป็นทั้ง Data-Driven และ AI-Driven Analysis

Ann Moore กล่าวถึงโครงการ Smart Grid 2.0 จะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยุคดิจิทัล ที่กำลังมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ AI โดยที่ปัญหาสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์คือการส่งกำลังไฟฟ้าไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างไรให้เพียงพอ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งสิ้นเปลืองไฟฟ้ามหาศาล โครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแล้วจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย  ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้มีการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย แทนที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น เช่น การเพิ่มความจุของสายส่งเพื่อแก้ปัญหาความแออัด  ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายตัวและแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าได้

โครงการ Smart Grid 2.0 ยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องความยืดหยุ่น (Resilience) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ของการจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากสภาพอากาศที่รุนแรงด้วย เช่น พายุไต้ฝุ่นในสหรัฐอเมริกา มีไฟป่าจากสภาพอากาศที่แห้งจัด แม้แต่แคนาดาหรือชายฝั่งตะวันออกที่เคยชื้นก็ยังมีไฟป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกต้องเจอและเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จึงต้องการการพยากรณ์ที่ดีขึ้นโดยใช้ AI มาช่วยสร้างแบบจำลอง และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำนายภัยพิบัติเหล่านี้

อีกประเด็นที่มีความสำคัญ คือ ความสามารถในการจ่ายได้ของประชาชน  คือทำอย่างไรให้ไฟฟ้ามีราคาที่จ่ายได้สำหรับทุกคน และต้องมีความเท่าเทียมกันด้วย ในสหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับคำนี้มาก  เมื่อมีนโยบายจากรัฐ ผู้กำกับดูแล (Regulator) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟ และผู้ลงทุนอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) หรือ กูเกิล (Google) ให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และสนับสนุนการใช้ AI ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชนจะต้องสร้างระบบนิเวศร่วมกัน เพื่อปรับปรุงพื้นที่อื่นๆ ให้มีไฟฟ้าที่เสถียรต่อเนื่อง สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมงและมีความยืดหยุ่น  หากไฟดับแล้วต้องกู้กลับมาให้ได้อย่างรวดเร็ว และสุดท้ายคือเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

ในมุมมองของความยั่งยืน Ann Moore มีการพูดถึงการลดการปล่อยคาร์บอนและลดมลพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีมลพิษ หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพง แม้กระทั่งการที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันใช้ AI เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ AI ใช้ไฟมหาศาล ดังนั้นในระยะยาวจะต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความยั่งยืน ความน่าเชื่อถือ และราคาที่ประชาชนจ่ายได้ ซึ่งในเรื่องนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญและเชื่อว่าเทคโนโลยีและโซลูชันของ AVEVA ซึ่งเป็น Data Platform ช่วยตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน