ยุโรปกำลังเผชิญกับ “คลื่นความร้อน” (Heat Wave) ที่รุนแรงและยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่เคยมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดและใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องประชาชน
ยุโรปเดือดเกินรับมือ ผู้เสียชีวิตพุ่ง หลายเมืองทำลายสถิติความร้อน
เท็ดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วมากกว่า 1,300 ราย โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งยังพบสถิติการเสียชีวิตภายในที่พักอาศัยเพิ่มสูงขึ้นถึง 40%
ปัจจุบันยุโรปกำลังกลายเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นที่เร็วที่สุดในโลก ประชาชนหลายล้านคนจึงต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนจัด ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวัน สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องปิดการเรียนการสอน รวมถึงสถานที่ทำงานที่ต้องปิดชั่วคราว ทั้งยังส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงมากขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้กระทบเป็นวงกว้างไปถึงสุขภาพกาย ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสมจากอากาศที่ร้อนจัด
ฝรั่งเศสวิกฤติหลายเมือง ประกาศเตือนภัยสีแดง 54 พื้นที่
หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนนี้มากที่สุดอย่างประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเมืองปัวตีเยที่ทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1947 ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 41.2 องศาเซลเซียส เมืองเลส์ แอร์บิเยร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับเมืองปิสโซส์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่วัดอุณหภูมิสูงสุดของวันได้ 44.3 องศาเซลเซียส และกรุงปารีสมีโอกาสแตะ 40 องศาเซลเซียส ภายในสัปดาห์นี้ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายเมืองของฝรั่งเศส ส่งผลให้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงกว่า 54 พื้นที่ทั่วประเทศ
“Omega Block” ตัวเร่งอุณหภูมิความร้อน
คลื่นความร้อนครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (Heat Dome) หรือที่เรียกว่า “Omega Block” ซึ่งเป็นบริเวณความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน ทำหน้าที่เสมือนฝาหม้อกักเก็บความร้อนไม่ให้ระบายออก แม้โดมความร้อนจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป แต่อุณหภูมิที่สูงผิดปกติในครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ทุกคลื่นความร้อนรุนแรงกว่าเดิม
ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญก็กำลังเริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งโดยปกติจะเพิ่มโอกาสเกิดคลื่นความร้อนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มองว่า เอลนีโญในขณะนี้ยังมีอิทธิพลต่อคลื่นความร้อนครั้งนี้น้อยมาก แต่มีแนวโน้มจะทำให้ฤดูร้อนปีหน้ารุนแรงยิ่งขึ้น
เบื้องหลังคลื่นความร้อน เมื่อหลายปัจจัยเร่งให้ยุโรปเดือด
เบื้องหลังคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงในยุโรป ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์อากาศสุดขั้วชั่วคราว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันภายใต้ภาวะโลกร้อน หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ยุโรปมีพื้นที่บางส่วนเชื่อมต่อกับเขตอาร์กติก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก เมื่อหิมะและน้ำแข็งละลาย พื้นผิวสีเข้มที่อยู่ด้านล่างจะดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็ง ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนเพิ่มขึ้น และเร่งให้การละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการลดมลพิษทางอากาศของยุโรปจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน แต่การที่อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศลดลง ก็ทำให้ “เกราะสะท้อน” พลังงานแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติลดลงไปด้วย ส่งผลให้พื้นผิวโลกดูดซับความร้อนได้มากกว่าเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศ ทำให้ปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” (Heat Dome) เกิดบ่อยขึ้นและปกคลุมพื้นที่ได้นานกว่าในอดีต จนคลื่นความร้อนกลายเป็นภัยที่รุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ยุโรปมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า
“ยุโรป” ทวีปที่ไม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทนร้อน
สาเหตุที่ยุโรปได้รับผลกระทบหนักเกิดจากอาคาร บ้านเรือน โรงเรียน และสำนักงานจำนวนมากถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคที่สภาพอากาศเย็นกว่าปัจจุบันในสหราชอาณาจักร อาคารจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ภายในอาคารกลับสะสมความร้อนและระบายออกได้ยาก
ขณะที่เครื่องปรับอากาศอาจไม่ใช่คำตอบที่แก้ปัญหาได้ทันที เพราะในฝรั่งเศส การติดตั้งเครื่องปรับอากาศยังเป็นประเด็นถกเถียงด้านนโยบาย ส่วนในสหราชอาณาจักร ค่าไฟฟ้าที่สูงทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างแพร่หลาย แม้แต่ในเมืองแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในอดีตนิยมออกแบบบ้านให้รับมืออากาศร้อนด้วยลานกลางบ้าน บานเกล็ดไม้ และผนังหินสีอ่อน แต่สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่จำนวนไม่น้อยกลับใช้รูปแบบการก่อสร้างที่กักเก็บความร้อนมากขึ้น
หากความร้อนเช่นนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทุกคนคงเปิดแอร์เพื่อระบายความร้อนอย่างง่ายดาย แต่ในยุโรปกลับพบว่ามีบ้านเรือนเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากในอดีต ยุโรปแทบไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปเหนือที่บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ทำให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ความร้อนจะสะสมอยู่ภายในอาคารและระบายออกได้ยาก
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “อากาศร้อนผิดปกติ” แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ที่ทุกประเทศต้องเร่งปรับตัวก่อนที่สภาพอากาศสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในอนาคต
ที่มา : Aljazeera, CNBC, CNN, The New York Times