จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษถึงสถานการณ์ขยะอาหาร (Food Waste) ในประเทศไทย พบว่า ในปี 2567ไทยมีปริมาณสูงถึงเกือบ 10 ล้านตัน ที่น่าตกใจคือหนึ่งใน 4 ล้านตัน เป็น “อาหารส่วนเกิน” ที่สามารถนำไปบริโภคได้ แต่ต้องทิ้งไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นจะถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี และมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในมิติของความสามารถในการเข้าถึงอาหารในเขตเมืองที่ไม่มีแหล่งผลิตอาหารเอง และมิติทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อสุขภาวะของกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ

จับตาโครงการ Thailand’s Food Bank หัวข้อ “The Food Surplus Credit เปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงจัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand’s Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ” เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน โดยชูระเบียบวิธี T-VER เพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยและบริจาคฟรีตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล สามารถวัดผล “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” โดยไม่ต้องนำขยะอาหารไปฝังกลบ ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

สวทช.จัดตั้งโครงการ Thailand’s Food Bank ชูแนวคิด Food Surplus Credit สร้างกลไกจัดการอาหารส่วนเกิน

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สวทช.จึงจัดตั้งโครงการ Thailand’s Food Bankเมื่อปี 2567 เพื่อมุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

“กลไก “ธนาคารอาหาร” ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางเสมือน “พนักงานธนาคาร” ในการบริหารจัดการและเชื่อมโยงระหว่าง “ผู้ให้” ที่มีอาหารส่วนเกินแต่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ทันจนต้องทิ้งลงถังขยะ กับ “ผู้รับ” ที่ขาดแคลนอาหาร โดยกลุ่มผู้ให้ประกอบด้วยผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร ตัวอย่างเช่น KFC มีนโยบายปลดระวางไก่ทอดที่วางขายเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อรักษามาตรฐานความสดใหม่ ซึ่งในอดีตอาหารดังกล่าวต้องถูกทิ้งเป็นขยะจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันถูกนำมาแช่แข็งเพื่อส่งต่อให้โรงเรียนหรือชุมชน ขณะที่ฝั่งผู้รับปัจจุบันครอบคลุมกว่า 6,000 ชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงศาสนสถานและสถานสงเคราะห์ โดยมีการจัดการที่คำนึงถึงความเชื่อทางศาสนา เช่น การคัดแยกอาหารฮาลาลสำหรับชุมชนมุสลิม” ดร.ปัทมาพร กล่าว
ใช้ชุดเครื่องมือทางวทน.3 ด้านหลัก ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หนุุนจัดการอาหารให้ปลอดภัย
สวทช.ได้ใช้ชุดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อสนับสนุุนการบริหารจัดการอาหารให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ได้แก่
1.ด้านความปลอดภัย (Food Safety) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ร่วมกับ อย. และกรมอนามัย จัดทำแนวปฏิบัติการส่งต่ออาหารบริจาค เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารส่วนเกินนั้นมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
2.ด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พัฒนาระบบจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้ให้และผู้รับ พร้อมบริหารจัดการเส้นทางขนส่งของอาสาสมัครให้สั้นที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนและเวลา
3.ด้านสิ่งแวดล้อมและแรงจูงใจ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนและวิธีการคำนวณคาร์บอนเครดิต (T-VER) จากการลดขยะอาหาร เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริจาค
ด้านการจัดการอาหารส่วนเกินในประเทศไทย มีมูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance) ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของแหล่งที่มาของอาหารบริจาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าสัดส่วนอาหารส่วนเกินจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและควบคุมปริมาณขยะอาหารอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนรูปแบบการบริการจากบุฟเฟต์ดั้งเดิมสู่โมเดลที่เรียกว่า “Alaminute” หรือการสั่งตามปริมาณการบริโภคจริง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารประเภทเนื้อสัตว์และเนื้อสัน เพื่อลดการเหลือทิ้ง ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนอาหารส่วนเกินส่วนใหญ่ขยับไปอยู่ที่กลุ่มร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณการหมุนเวียนสินค้าที่สูงในภาคการค้าปลีก
นำผลผลิตที่เหลือจากความต้องการของตลาด มาสร้างกลไกส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ
ดร.ปัทมาพร กล่าวว่า แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้เพื่อพยากรณ์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านการติดตามข้อมูลการซื้อในแอปพลิเคชันเพื่อปรับปริมาณการผลิตให้สอดรับกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา แต่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผลิตกับสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อก็ยังเป็นโจทย์สำคัญของระบบอาหาร เพราะต่อให้ผลิตได้แม่นยำขึ้นเพียงใด ก็ยังคงมีส่วนต่างอาหารส่วนเกินหลุดรอดมา 5–20% สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพยายามทำให้อาหารส่วนเกินหายไป แต่คือการมองเห็นคุณค่าของอาหารที่เหลือ และหาวิธีนำทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
“เป้าหมายหลักของนักจัดการข้อมูลและผู้ปฏิบัติงานคือการลบภาพจำว่าการเกิดอาหารส่วนเกินคือความตั้งใจทิ้ง แต่เป็นผลผลิตที่เหลือจากการพยายามตอบสนองความต้องการของตลาด การทำความเข้าใจในมิตินี้จะช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการสร้างกลไกส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนอาหารที่อาจกลายเป็นขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อสังคมในระยะยาว” ดร.ปัทมาพร กล่าว
ขยายผลไปแล้วกว่า 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค โชว์ผลสำเร็จที่นครสวรรค์ภายใต้การนำของผวจ.
ปัจจุบันโครงการฯ ได้ขยายผลไปแล้วกว่า 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ นนทบุรี ชลบุรี นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี ปทุมธานี ลำปาง ขอนแก่น ลำพูน พังงา และอุดรธานี โดยผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในกรุงเทพมหานครผ่านโครงการ “BKK Food Bank” และในจังหวัดนครสวรรค์ที่มีการขยายผลครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอภายใต้การนำของภาคผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะมีการจัดพิธีแถลงความสำเร็จ Nakhon Sawan Foodbank และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อขยายผลการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมเปิดมุมมองการทำงานร่วมกันของ 3 หน่วยงานในการสร้างระบบจัดการอาหารส่วนเกินที่สามารถขยายผลสู่ชุมชนและพื้นที่อื่นต่อไป ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ ห้อง The Sun โรงแรมโฟร์ทูซี (42C) เดอะชิคโฮเต็ลอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบสามารถแก้ไขปัญหาขยะอาหารควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน
จับตาโครงการ “BKK Food Bank” เตรียมขยายผลครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกทม.ในก.ย.นี้
สำหรับโครงการ “BKK Food Bank” ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดการอาหารในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ผ่านการผนึกกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับมูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance) และมูลนิธิวีวี แชร์ ซึ่งถือเป็นสองหน่วยงานหลักในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ มีการดำเนินงานภายใต้การผลักดันของทีมผู้บริหาร กทม. นำโดยพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ได้เปลี่ยนผ่านจากการใช้ระบบจัดการข้อมูลพื้นฐานอย่าง Google Form ไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เป็นระบบมากขึ้น โดย NECTEC ภายใต้ สวทช. ได้เข้ามาวางระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลการรับ-ส่งอาหารส่วนเกินมีความแม่นยำและเป็นมืออาชีพสูงสุด
ขณะเดียวกัน กลไกการบริหารจัดการขยะอาหารในระดับครัวเรือนกำลังถูกยกระดับผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า “ถังขยะรักษ์โลก” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยภายในบ้าน โดยมีกระบวนการสำคัญคือการจัดเก็บข้อมูลน้ำหนักของขยะก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่นเดียวกับโครงการนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปางหรือเชียงใหม่ ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการนี้ ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกนำมาบูรณาการร่วมกับงานของหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเสริมพลังให้กับการจัดการอาหารส่วนเกิน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการลดขยะอาหารเข้ากับระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจและมูลค่าเพิ่มให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในวงกว้าง
อบก.ประกาศใช้ระเบียบ T-VER คำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับอาหารส่วนเกิน ช่วยให้ภาคธุรกิจใช้รายงานผล ESG ได้
ดร.ปัทมาพร กล่าวว่า อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับอาหารส่วนเกินจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) ผ่านระเบียบ T-VER ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคอาหารมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาคำนวณเป็น “คาร์บอนเครดิต” ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้รายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต
การขยายผลดังกล่าวจึงไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่ถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

จันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า TIIS ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง

สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธินำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคิดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ โดยหลักการคำนวณจะคิดจาก “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย “คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร การขนส่งเพื่อส่งต่ออาหาร การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน

ทั้งนี้อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรีตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่มและอาหารที่มี VAT โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้ ซึ่งสามารถช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน ในมิติของสังคม ในปีงบประมาณ 2569 สามารถช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาหารราว 7 แสนคน

“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ เพราะจากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่าย พบว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากเราสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินนี้ให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร” จันทิมา กล่าว
สวทช.ดันโมเดล Thailand’s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ชูเป็นต้นแบบจัดการอาหารส่วนเกิน เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาค
ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS จาก MTECได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค

“สวทช. พร้อมผลักดันโมเดล Thailand’s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” จันทิมา กล่าว
ทั้งนี้ โครงการฯ กำลังเตรียมดำเนินการในลักษณะ “บริษัทนำร่อง” 3-5 บริษัท เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการทดลองใช้ระบบและพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ของการเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็นเครดิตทางสิ่งแวดล้อม