การสร้าง “สุขภาพที่ดี” ให้เด็กไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้กินผักหรือออกกำลังกายมากขึ้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังโครงการ “AIA Healthiest Schools” ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นกิจกรรมในโรงเรียน สู่การเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน
ความสำเร็จของโครงการสะท้อนผ่านจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วม ซึ่งเติบโตจากกว่า 100 โรงเรียนในช่วงเริ่มต้น สู่มากกว่า 1,500 โรงเรียนในปัจจุบัน พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ด้วยเป้าหมายขยายผลให้ครอบคลุมโรงเรียนจำนวนมากขึ้น เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ล่าสุด กลุ่มบริษัทเอไอเอ (AIA Group Limited) ประกาศผลการแข่งขัน “AIA Healthiest Schools” ครั้งที่ 4 ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงเรียนพัฒนาโครงการด้านสุขภาวะสำหรับเด็กอายุ 5-16 ปี โดยปีการศึกษา 2568/69 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่จัดการแข่งขันมา ด้วยจำนวนโรงเรียนที่ส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของสถานศึกษาและความมุ่งมั่นของครูและนักเรียนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพจากฐานราก
สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ และประธานคณะกรรมการตัดสินการแข่งขัน โครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี AIA Healthiest Schools กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชนทั่วภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการขาดการออกกำลังกาย การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลักฐานจำนวนมากชี้ว่าการป้องกันตั้งแต่วัยเด็กสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้
โครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงความรู้ด้านสุขภาพ แต่ยังช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต

ด้าน ชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจพบว่าเด็กนักเรียนกว่า 90% ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านความคิด พฤติกรรม และทัศนคติไปในทิศทางที่ดีขึ้น เด็กจำนวนมากไม่เพียงนำความรู้ไปปรับใช้กับตนเอง แต่ยังกลายเป็นผู้ส่งต่อแนวคิดด้านสุขภาพสู่ครอบครัวและชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโรงเรียนในจังหวัดตากที่คว้ารางวัลระดับภูมิภาคเมื่อปีที่ผ่านมา โดยนำงบประมาณจากโครงการไปจัดซื้อเครื่องรีไซเคิลขยะ และร่วมกับชุมชนแปรรูปขยะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ และของที่ระลึก นอกจากช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างรายได้และฝึกทักษะความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาให้กับนักเรียนอีกด้วย
“เราไม่ได้ต้องการเพียงสร้างการรับรู้ แต่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น” ชลิดา กล่าว

สำหรับผู้ชนะเลิศระดับภูมิภาคปีนี้ ได้แก่ โรงเรียน SMP IL Kapten Fatubaa ประเทศอินโดนีเซีย โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชายแดนห่างไกล ซึ่งนักเรียนต้องเดินทางข้ามแม่น้ำและผ่านเส้นทางทุรกันดารเพื่อมาเรียน ครูจึงเปลี่ยนปัญหาขยะในชุมชนให้กลายเป็นห้องเรียนผ่านโครงการ Huka Upcycling Project นำเปลือกกล้วยที่เหลือทิ้งมาแปรรูปเป็นไอศกรีม ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยชีวภาพ เชื่อมโยงการเรียนวิทยาศาสตร์เข้ากับการสร้างทักษะผู้ประกอบการและการพัฒนาชุมชน จนสามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้คนกว่า 1,000 คน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนเกษตรกร และความร่วมมือระหว่างชุมชนข้ามพรมแดน
ส่วนรางวัลในแต่ละสาขาประกอบด้วย Angchum Secondary School ประเทศกัมพูชา ที่ได้รับรางวัลด้านสุขภาวะและความยั่งยืน จากโครงการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมสุขอนามัยร่วมกับชุมชน, Chongqing Nan’an District Shanhu Puhui Experimental Primary School ประเทศจีน ที่ได้รับรางวัลด้านสุขภาพใจ จากโครงการ Emotion Eco-Park ซึ่งช่วยให้นักเรียนเรียนรู้การจัดการอารมณ์และลดความขัดแย้งในโรงเรียน, Sekolah Kebangsaan Manir ประเทศมาเลเซีย ที่คว้ารางวัลด้านการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ด้วยการใช้ระบบดิจิทัลติดตามพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน และ Chu Van An Primary School ประเทศเวียดนาม ที่ได้รับรางวัลด้านโภชนาการ จากโครงการ Happy Meal ซึ่งผสานการเรียนรู้เรื่องโภชนาการ การทำเกษตรอินทรีย์ และการลงมือประกอบอาหารจริง จนช่วยยกระดับพฤติกรรมการบริโภคและเพิ่มสัดส่วนนักเรียนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี
ในปีการศึกษา 2569/70 โครงการจะขยายการดำเนินงานไปยัง เมียนมา และ นิวซีแลนด์ เพิ่มเติมจาก 10 ประเทศเดิม ได้แก่ ออสเตรเลีย กัมพูชา เขตบริหารพิเศษฮ่องกง อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาวะมากยิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญที่ทำให้ AIA Healthiest Schools เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาวะ” (Health Ecosystem) ที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละประเทศที่ร่วมสนับสนุนการนำหลักสูตรไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของโรงเรียน รวมถึงครูผู้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริง แม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ