กลุ่มบริษัทในเครือ GPSC ผลิตโซลาร์เซลล์ 6 เมกะวัตต์ ให้ มทส. หนุนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ผู้นำนวัตกรรม ธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. กล่าวว่า บริษัท ผลิตไฟฟ้า และพลังงานร่วม จำกัด หรือ CHPP เป็นบริษัทใน กลุ่ม GPSC ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการวิจัยและพัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตรวมประมาณ 6 เมกะวัตต์ เพื่อสร้าง “Low Carbon University” สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคให้แก่มหาวิทยาลัยฯ ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA) อีกทั้ง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่บุคลากร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ โดยใช้งบประมาณดำเนินการราว 150 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป

ชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC

สำหรับโครงการดังกล่าวจะแบ่งการติดตั้งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. ติดตั้งแผงโซลาร์ เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ของอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 8 อาคาร ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 1.68 เมกะวัตต์ โดยใช้แผง เซลล์แสงอาทิตย์ชนิด Mono PERC Half-Cell Module 2. ติดตั้ง Solar Rooftop บริเวณหลังคาทางเดิน อาคารบริหาร ขนาดกำลังติดตั้ง 60 กิโลวัตต์ ด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิด Bifacial Cells แทนการใช้หลังคาทั่วไป และ 3. ติดตั้งโซลาร์ชนิดลอยน้ำ (Solar Floating) ในอ่างเก็บน้ำสุระ 1 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 4.312 เมกะวัตต์ ซึ่งจุดเด่นของระบบนี้อยู่ที่ทุ่นลอยน้ำซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ใช้วัตถุดิบ (Raw Material) เป็นเม็ดพลาสติก โพลิเอทิลีนเกรดพิเศษที่ผสมของสารกันแสง UV จากที่มีคุณสมบัติคงทนและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้หลังจากสิ้นสุดอายุการใช้งาน สำหรับความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาได้มีแนวคิดการนำ Data Engineering จากระบบมาต่อยอด เพื่อจัดการรูปแบบพลังงานไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง (Battery Energy Storage System : BESS) ชนิด Lithium Ion Battery ขนาด 100 กิโลวัตต์/200 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้แก่อาคารหอพักสุรนิเวศ พร้อมวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยี Block Chain ในการบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการติดตั้ง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสามารถควบคุมและติดตามผลการทำงานแบบ Real Time และยังสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการตัดสินใจ อาทิ ข้อมูลสภาพอากาศ และความเข้ม ของแสงอาทิตย์มาวิเคราะห์ปริมาณความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล่วงหน้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปบริหารจัดการในการเพิ่มความแม่นยำของประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

รศ. ดร.วีรพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ความร่วมมือโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบัน ที่มีค่าไฟฟ้ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี ด้วยวิธีการที่เราสามารถใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยฯ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 4.3 เมกะวัตต์ บนอ่างเก็บน้ำสุระ และแผงโซลาร์เซลล์ 1.7 เมกะวัตต์ บนหลังคา ดังนั้นการพัฒนาโครงการนำระบบพลังงานทดแทนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อมาทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล จะทำให้มหาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากระบบพลังงานทดแทนได้กว่า 8.5 ล้านกิโลวัตต์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 510 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ 25 ปี และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 115,000 ตัน นอกจากนี้ ในส่วนของ Solar Floating จะช่วยลดการระเหยน้ำในสระน้ำมากกว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี อีกด้วย

ในอนาคตโครงการฯ ยังมีแผนจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษาและชุมชนต่างๆ เพื่อเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระบบไมโครกริด และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตใช้ได้เอง และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 101 กันยายน ตุลาคม 2563 คอลัมน์ Innovation โดย กองบรรณาธิการ