‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ผนึกกำลัง ‘มูลนิธิกรุงศรี’ ส่งมอบอาคารเรียนเด็กเล็ก รร.ตชด.สุนทรเวช สร้างโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล


“ปูนซีเมนต์นครหลวง” จับมือ “มูลนิธิกรุงศรี” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ 17 ปี ภายใต้โครงการ “โรงเรียนสีเขียว” ส่งมอบอาคารเรียนเด็กเล็กแห่งที่ 34  มูลค่าการก่อสร้าง 1 ล้านบาท ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช บ้านสะเน่พ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ภายใต้แนวทางของมูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เพื่อส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทางการศึกษา พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ป็นประธานในพิธีรับมอบและเปิดอาคารเรียนเด็กเล็ก โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช บ้านสะเน่พ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี และรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีรับมอบและเปิดอาคารเรียนเด็กเล็ก โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช บ้านสะเน่พ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยมี ดร.สุนีย์ ศรไชยธนะสุข ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยเสาวณีย์ รัตนกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบอาคารเรียนเด็กเล็ก ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช ภายใต้แนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ ผนึกกำลัง ‘มูลนิธิกรุงศรี’ ส่งมอบอาคารเรียนเด็กเล็ก รร.ตชด.สุนทรเวช   สร้างโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนั้น ยังได้รับเกียรติจาก พลตำรวจตรี กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี​ และ​ พ.อ. เฉลิมชัย ชัดใจ รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่​ 9 ​ เข้าร่วมในพิธี พร้อมกันนี้ทุกท่านยังร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการเติบโต การสร้างรากฐานที่มั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช บ้านสะเน่พ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ปูนอินทรีดำเนินโครงการ “โรงเรียนสีเขียว”  17 ปี ต่อเนื่อง ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในพื้นที่ห่างไกล

ดร.สุนีย์ ศรไชยธนะสุข

ดร.สุนีย์ ศรไชยธนะสุข ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ปูนซีเมนต์นครหลวงได้ดำเนินโครงการ “โรงเรียนสีเขียว” อย่างต่อเนื่อง  เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเองและชุมชนบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน  โดยมีหัวใจสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายขอบผ่านเครือข่ายโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)

เมื่อประมาณ 11 ปีที่ผ่านมา เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บริษัทฯ ได้ยกระดับแนวทางการดำเนินโครงการจากการสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนเพียงหลังเดียว สู่การสร้างโรงเรียน เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในพื้นที่  ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงสถานศึกษาไปแล้วถึง 34 แห่ง และกำลังเริ่มดำเนินการในแห่งที่ 35 มีเด็กและเยาวชนรวมถึงชุมชนใกล้เคียงกว่า 75,000 คน ได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช ซึ่งเป็นโรงเรียนลำดับที่ 34 ของโครงการ

ชูแนวคิดโรงเรียนสีเขียว ออกแบบโรงเรียนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่

หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือแนวคิด “Green School” หรือโรงเรียนสีเขียว ซึ่งการออกแบบโรงเรียนในโครงการไม่ได้คำนึงเพียงความแข็งแรงของอาคารเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทิศทางลม แสงแดด และภูมิประเทศอย่างละเอียด เพื่อนำหลักการออกแบบเชิงภูมิสถาปัตย์มาประยุกต์ใช้ เช่น บางโรงเรียนเลือกใช้ช่องระบายอากาศแทนหน้าต่าง เพื่อให้ลมธรรมชาติไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ที่เหมาะสม จนแนวทางการออกแบบดังกล่าวได้รับการยอมรับและกลายเป็นต้นแบบให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปประยุกต์ใช้

การพัฒนาโรงเรียนยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ต่อเนื่องควบคู่กับการพัฒนาอาชีพ โดยนอกจากการเรียนการสอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ยังส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อนำครูผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพเข้ามาถ่ายทอดทักษะที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละชุมชน เช่น พื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวก็จะพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพในท้องถิ่น ลดการย้ายถิ่นฐาน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

“เรายังเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การปลูกพืชให้เหมาะกับฤดูกาล การเลี้ยงไก่ และการเกษตรพื้นฐาน ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ที่บ้าน เกิดการต่อยอดเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชุมชนค่อย ๆ ดีขึ้น ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตั้งแต่วัยเยาว์”  ดร.สุนีย์ กล่าว

ปูนนครหลวงจับมือมูลนิธิกรุงก่อสร้างอาคารเรียนเด็กเล็กที่สังขละบุรี ตามพระราชดำริพระองค์ภา

อาคารอนุบาลของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวช

สำหรับการก่อสร้างอาคารอนุบาลของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสุนทรเวชมีจุดเริ่มต้นจากกระแสพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาห้องเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย บริษัทฯ จึงสนับสนุนงบประมาณจำนวน 500,000 บาท และมูลนิธิกรุงศรี โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท รวมเป็น 1 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนเด็กเล็ก 2 ห้อง  รองรับนักเรียนชั้นอนุบาล 1–2 รวม 66 คน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มั่นคงแข็งแรง และเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างรอบด้าน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

“ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ชาวกะเหรี่ยง หรือชาติพันธุ์ใด ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษา เพราะเมื่อได้เรียนและสื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน ก็จะอยู่ร่วมกันและเป็นเพื่อนกันได้ นี่คือหลักการสำคัญที่สมเด็จย่าทรงวางรากฐานไว้ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นให้เป็นพื้นที่สร้างอาชีพและความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้หลายภาคส่วนเข้ามาร่วมสานต่อจนถึงวันนี้” ดร.สุนีย์ กล่าว

นอกจากนั้น ปูนซีเมนต์นครหลวงได้สนับสนุนปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ “อินทรีเพชรพลัส” จำนวน 300 ตัน เพื่อใช้สำหรับการดำเนินการก่อสร้างถนนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ในช่วงปี 2569-2571 ตามวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิภูบดินทร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและเอื้อต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

เผชิญความท้าทายทั้งงบประมาณ และค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างที่มีต้นทุนสูงในการก่อสร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

ดร.สุนีย์ กล่าวว่า การก่อสร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้เผชิญเพียงความท้าทายด้านงบประมาณ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งวัสดุก่อสร้างที่มีต้นทุนสูง เนื่องจากบางพื้นที่ต้องใช้เวลากว่า 10 วันในการลำเลียงวัสดุ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายแสนบาท บริษัทฯ จึงประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อร่วมสนับสนุนด้านการขนส่งและเครื่องจักร ขณะที่บริษัทฯ สนับสนุนวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายได้หลายแสนบาท ทำให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำไปจัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในการสนับสนุนระบบกรองน้ำและสื่อการเรียนการสอน รวมถึงการใช้เครือข่ายจิตอาสาจากสหภาพแรงงานและพนักงานในพื้นที่เพื่อถ่ายทอดทักษะช่างฝีมือให้แก่คนในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และอาชีพเสริมอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ “โรงเรียนสีเขียว” สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2573

โครงการ “โรงเรียนสีเขียว” ยังสอดคล้องกับแผนและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ปี 2573 ที่มุ่งเน้น 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและพลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียน ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรน้ำ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และ การสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้ค่านิยม “ห่วงใย…ใส่ใจอนาคต” โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจและสังคมเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปูนซีเมนต์นครหลวงวาง Roadmap  สู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030

สำหรับทิศทางกลยุทธ์องค์กรสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับสากล ดร.สุนีย์ กล่าวว่า ปูนซีเมนต์นครหลวงมี Roadmap ที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030 ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฟสแรกได้ดำเนินการติดตั้ง Solar Farm ขนาด 32 เมกะวัตต์ และกำลังดำเนินการในเฟสที่สองอีก 80 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าการใช้พลังงานสะอาดไว้ที่ 25% ของการผลิตทั้งหมด ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) และการใช้ระบบหมุนเวียนน้ำผิวดินแทนน้ำบาดาลเพื่อรักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ ความสำเร็จจากการดำเนินงานที่มุ่งเน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” ส่งผลให้ปูนซีเมนต์นครหลวงได้รับคะแนนประเมินด้าน ESG ในระดับ Double A (AA) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อเนื่องถึง 2 ปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

“CSR สำหรับเราไม่ใช่กิจกรรมที่ทำเป็นครั้งคราว แต่คือวิธีคิดในการทำธุรกิจ ตั้งแต่การดูแลพนักงาน การยกระดับมาตรฐานของคู่ค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เพราะเมื่อทุกคนเติบโตไปด้วยกัน ธุรกิจก็เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.สุนีย์ กล่าวสรุป

ปูนซีเมนต์นครหลวงยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงของบริษัทฯ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าธุรกิจสามารถเติบโตควบคู่การพัฒนาทางสังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน