เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท แอดวานซด์ โนวฮาว จำกัด จัดสัมมนาในหัวข้อ “Green That Scales” เปิดมุมมองใหม่แห่งการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก จรัสพร นิ่มกิตติกุล Founder & CEO บริษัท แอดวานซด์ โนวฮาว จำกัด เป็นวิทยากร ภายในงาน Food Pack Asia 20026 ณ ไบเทค บางนา

จรัสพร นิ่มกิตติกุล Founder & CEO บริษัท แอดวานซด์ โนวฮาว จำกัด กล่าวว่า ในโลกของธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ภาระ” แต่ควรเป็น “ระบบ” ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้จริง การนำแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) มาปรับใช้จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตแบบ Scalable Growth
ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มตั้งคำถามว่า สินค้าที่เคยผลิตและจำหน่ายมาอย่างยาวนาน กลับเริ่มเผชิญข้อจำกัดทางการตลาด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ หลายคนอาจสงสัยว่า สาเหตุเกิดจากมาตรฐานการผลิตลดลง หรือเป็นเพราะราคาวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่คำตอบที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินค้า หรือราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความยั่งยืน” ของผลิตภัณฑ์นั้นเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ถุงพลาสติกที่เคยใช้กันมายาวนานกว่า 10 ปี ในปี 2026 กลับไม่สามารถผ่านข้อกำหนดของตลาดโลกได้เหมือนเดิม ทั้งที่คุณภาพเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “กฎของโลก” ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคำว่า “ความยั่งยืน” หรือ Sustainability ที่เราเคยได้ยินกำลังเปลี่ยนบทบาทจากแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ ไปเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ธุรกิจจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่

จากเป้าหมายโลกสู่การบริหารธุรกิจ: SDGs และ ESG
หากมองภาพในระดับโลก จะพบว่า United Nations ได้กำหนด เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) จำนวน 17 ข้อ เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศและองค์กรทั่วโลกใช้เป็นทิศทางในการพัฒนา
แม้ SDGs จะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อนำมาปรับใช้ในระดับองค์กร จะอยู่ในรูปแบบของแนวคิดที่เรียกว่า ESG ประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ E – Environment (สิ่งแวดล้อม) S – Social (สังคม) G – Governance (ธรรมาภิบาล)
โดยทั้งสามองค์ประกอบนี้ เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนระยะยาว บริหารความเสี่ยง และตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพียงมองกำไรในระยะสั้นเท่านั้น

ประโยชน์ของ ESG ธุรกิจ
- ความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
ในปัจจุบัน ตลาดยุโรปได้ออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ เช่น SUP Directive (Single Use Plastic Directive) และ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) แม้บางกฎจะยังไม่ได้บังคับใช้เต็มรูปแบบ แต่หลายบริษัทในยุโรปได้นำข้อกำหนดเหล่านี้ไปใช้เป็นเงื่อนไขกับคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากผู้ผลิตไม่ปรับตัว อาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานได้ทันที
- โอกาสเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (Green Loan)
ในภาคการเงิน ปัจจุบันมีสินเชื่อที่เรียกว่า Green Loan ซึ่งสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับ ESG เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย การใช้พลังงานหมุนเวียน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การปรับปรุงอาคารเพื่อความปลอดภัย การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งข้อดีคือ ธนาคารสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่คงที่และต่ำกว่า สินเชื่อทั่วไปในระยะยาว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจ
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี
การลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมบางประเภท สามารถได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ เช่น ลดหย่อนภาษีได้นานถึง 3 ปี และลดหย่อนได้สูงสุดประมาณ 50% ของค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกย่อยสลายได้ (Compostable Plastic) ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น (ประมาณ 1-1.5 เท่า) แม้จะไม่ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การสร้างคุณค่าของแบรนด์
การดูแลสิ่งแวดล้อม การใส่ใจสังคม และการสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกไปอย่างจริงใจ สามารถสร้างคุณค่าของแบรนด์ได้มากกว่าการโฆษณาทั่วไป และยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าในระยะยาว

การเริ่มต้นทำ ESG
องค์กรแต่ละแห่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ดังนั้น การทำ ESG จึงไม่มีสูตรสำเร็จเดียว ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ควรให้ความสำคัญกับ Environment ธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ควรให้ความสำคัญกับ Social ซึ่งการเริ่มต้นทำ ESG สามารถทำได้ด้วยการสร้าง รายการตรวจสอบ (Checklist) เพื่อดูว่าองค์กรมีสิ่งใดทำอยู่แล้ว และควรพัฒนาอะไรเพิ่มเติม
ตัวอย่างการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ Amway
บริษัทได้ดำเนินโครงการ Circular Economy โดยรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วจากเครือข่ายสาขา เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ภายในระยะเวลา 3–4 ปี โครงการนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 3,400 ต้นต่อปี
ประกอบการ SME ไทย
ผู้ผลิตขนมปังรายหนึ่ง ได้เปลี่ยนซองบรรจุภัณฑ์มาใช้วัสดุ Bio-Based ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ เครื่องจักรทำงานได้เหมือนเดิม ความเร็วการผลิตเท่าเดิม ฐานลูกค้าเดิมยังอยู่ สามารถขยายตลาดใหม่ได้ แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสามารถทำได้จริง แม้ในธุรกิจขนาดเล็ก
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ESG ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่เป็น “เส้นทาง” การลงทุนใน ESG ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว การเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จดังนั้น ESG จึงไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็น กลยุทธ์สำคัญที่สามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากการสร้างกำไรบนกระดาษ ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล