ไม่ใช่ฝนทุกลูกคือ ‘Rain Bomb’ ไขความต่างฝนแช่กับแนวฝนหนักสะสม ใช้ Nowcasting และ AI พยากรณ์ก่อนฝนถล่ม


เช้าวันศุกร์ที่ 25 กันยายน เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ฝนจะทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยวันดังกล่าวมีปริมาณฝนสูงสุด 230.5 มิลลิเมตร ที่โรงเรียนคลองกุ่ม (เสรีไทย อนุสรณ์) เขตบึงกุ่ม ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมาก จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น

แม้ผ่านไปแล้ว 5 วัน ระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่สถานการณ์ฝนยังไม่สิ้นสุด โดยวันที่ 28 กันยายน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ช่วงวันที่ 29 กันยายน–4 ตุลาคม ยังคาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง 40–60% ของพื้นที่ ภาพของฝนที่ตกหนักซ้ำหลายระลอกจึงนำไปสู่คำถามว่า “เหตุใดเมืองจึงต้องรับมือกับฝนที่ลากยาวหลายวัน” ขณะที่ฝนตกหนักบางลักษณะกลับเกิดขึ้นและสลายตัวในเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที และคำว่า “Rain Bomb” หรือ “ฝนแช่” ที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้ แท้จริงแล้วหมายถึงฝนแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่หรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์

รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานแผนงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำ  สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) อธิบายถึงลักษณะของฝนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพฯ โดยในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะพูดถึง Rain bomb (เรียกเป็น ฝนตกหนักมาก, ระเบิดฝน, Wet Microburst, Guerrilla Heavy Rain, ゲリラ豪雨) และ Torrential rainfall (เรียกเป็น แถบฝนหนักสะสมรุนแรง, 線状降水帯 – Senjo Kosuitai, Linear Rain Bands)  ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันตามลักษณะที่เกิด

“ระเบิดฝน” เป็นปรากฏการณ์ที่ฝนตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด คล้ายกับการทิ้งระเบิดจากฟากฟ้า ขณะที่ฝนหนักสะสมรุนแรงเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างรุนแรงและเข้มข้น มีปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมากในช่วงเวลาต่อเนื่อง โดยอาจเกิดเป็นแนวแถบที่เชื่อมโยงกับแนวปะทะของลม

ขณะที่ ฝนหนักสะสมรุนแรง (ในญี่ปุ่น) ทำนายล่วงหน้าได้หลายวัน เพราะเกิดจากระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ เช่น พายุหมุนเขตร้อน ร่องมรสุม หรือความกดอากาศต่ำ นักอุตุนิยมวิทยาจึงสามารถใช้แบบจำลองสภาพอากาศ คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจพบและคาดการณ์เส้นทางการเคลื่อนตัวล่วงหน้าได้

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ความสามารถในการพยากรณ์ฝนแต่ละลักษณะไม่เหมือนกัน โดย ระเบิดฝนเป็นปรากฏการณ์สุดขั้วในระดับจุลภาค (Microscale) ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ประมาณ 15–60 นาที จึงเป็นเรื่องยากที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าเป็นเวลานาน การคาดการณ์จึงต้องอาศัยการติดตามในระยะสั้น ตั้งแต่ระดับวันต่อวันไปจนถึงนาทีต่อนาที

ระบบที่นำมาใช้ประกอบการคาดการณ์ ได้แก่ Precipitation Nowcasting ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายเรดาร์ Doppler ความละเอียดสูง และแบบจำลองพยากรณ์อากาศความละเอียดสูงระดับประมาณ 1 กิโลเมตร รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ข้อมูลจากประชาชน และการประมวลผลด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์

น้ำท่วม

ฝนหนักไม่กี่ 10นาที ทำไมกรุงเทพฯ ฝนตกได้หลายวัน?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากระเบิดฝนเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว แล้วเหตุใดพื้นที่หนึ่งจึงสามารถเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหรือเกิดฝนซ้ำหลายระลอกเป็นเวลาหลายวัน ประเด็นสำคัญคือ ระยะเวลา 15–60 นาที หมายถึงช่วงชีวิตของกลุ่มฝนหนักหรือเซลล์ฝนแต่ละกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นจะมีฝนเพียง 15–60 นาทีแล้วฝนจะหยุดตลอดทั้งวัน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น อธิบายว่า ในระบบฝนที่ก่อตัวต่อเนื่อง แม้เซลล์ฝนแต่ละก้อนจะมีอายุเพียงประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่หากมีเงื่อนไขทางอุตุนิยมวิทยาที่เอื้อต่อการเกิดฝน เซลล์ใหม่สามารถก่อตัวขึ้นต่อเนื่องและเคลื่อนผ่านพื้นที่เดิม ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมเป็นเวลาหลายชั่วโมงได้

ดังนั้น ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันจึงไม่ได้หมายความว่าเป็น “Rain Bomb” ลูกเดียวที่ตกอยู่นานหลายวัน แต่อาจเกิดจากระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ที่เอื้อต่อการเกิดฝน ขณะที่ภายในระบบดังกล่าวมีกลุ่มฝนขนาดเล็กก่อตัวและเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่เป็นระยะ

โจทย์ใหม่ จาก “พยากรณ์ฝน” สู่ “รู้ให้ทันว่าฝนจะตกตรงไหน”

สิ่งที่ทำให้ฝนลักษณะนี้เป็นโจทย์สำคัญของการพยากรณ์ จึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “พรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่” แต่เป็นการระบุให้ได้ว่า ในอีกไม่กี่ 10นาทีข้างหน้า กลุ่มฝนจะอยู่บริเวณใด เคลื่อนตัวไปทางไหน และพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญฝนตกหนัก เพราะฝนบางชนิดไม่ได้ยากเพราะนักพยากรณ์ “มองไม่เห็น” แต่ยากเพราะธรรมชาติของมันเกิดขึ้นในพื้นที่เล็กและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรับมือจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ละเอียดและทันเวลา ตั้งแต่เรดาร์ตรวจอากาศ ระบบ Nowcasting แบบจำลองความละเอียดสูง ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และข้อมูลจากภาคประชาชน เพื่อขยับการเตือนภัยให้เข้าใกล้ช่วงเวลาที่ฝนกำลังจะเกิดขึ้นมากที่สุด

ในวันที่ฝนสุดขั้วสามารถเปลี่ยนจากท้องฟ้าปกติเป็นฝนถล่มได้ภายในเวลาไม่นาน คำถามสำคัญของเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียง “ฝนจะตกหรือไม่” แต่คือ “เราจะรู้ได้เร็วแค่ไหนว่าฝนกำลังจะถล่มตรงไหน” ท่ามกลางความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร การพยากรณ์ที่แม่นยำจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการบอกสภาพอากาศ แต่คือการซื้อเวลาให้เมืองเตรียมพร้อมรับมือกับมวลน้ำที่กำลังจะมาถึง


ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา , Japan Meteorological Agency