วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบถึงเศรษฐกิจโลก “ทุนธรรมชาติ” คือคำตอบของฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน


ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ทั่วโลกจับตา ตั้งแต่ปัญหาไฟป่าที่เกิดถี่ขึ้น ประชากรสัตว์ป่าที่ลดลงเฉลี่ยถึง 69% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการประเมินล่าสุดที่ชี้ว่ากว่า 2 ล้านสายพันธุ์กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (ข้อมูลจากกรีนพีซ สหราชอาณาจักร)  สัญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบนิเวศของโลกกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เวทีเศรษฐกิจโลกหรือ World Economic Forum ระบุว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลก ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน

เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ประเด็นการอนุรักษ์จึงยิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยในปี 2569 องค์การสหประชาชาติใช้แนวคิด   “Acting locally for global impact” หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก”  ส่วน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ ผ่านการต่อยอดงานอนุรักษ์สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โอกาสของชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่จริง สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ผืนป่าถูกแบ่งแยก และทรัพยากรถูกใช้เกินขีดจำกัด

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ความหลากหลายทางชีวภาพอาจเป็นคำที่ฟังดูไกลตัว แต่แท้จริงแล้วคือรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เปรียบเสมือน “เกมไม้เจงก้า” ที่แม้จะดึงชิ้นส่วนออกทีละชิ้นโดยคิดว่าไม่กระทบอะไร ไม่ว่าจะเป็นแมลง สัตว์ หรือพืชบางชนิด แต่เมื่อระบบเปราะบางลงเรื่อย ๆ วันหนึ่งทั้งโครงสร้างอาจพังลงพร้อมกัน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แม้หลายโครงการพัฒนาจะใช้พื้นที่จริงเพียงไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกลับขยายวงกว้างเกินกว่าพื้นที่ที่สูญเสียไปโดยตรง ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่พาดผ่านหลายพื้นที่ของประเทศ แม้จะมีการออกแบบมาตรการลดผลกระทบ เช่น ทางเชื่อมสัตว์ป่าหรืออุโมงค์ใต้ดิน แต่ในทางปฏิบัติ ระบบนิเวศที่เคยเชื่อมต่อกันอาจถูกแบ่งแยกออกจากกัน และสัตว์ป่าไม่สามารถปรับตัวหรือใช้พื้นที่ที่จัดไว้ได้ตามที่มนุษย์คาดหวัง ส่งผลให้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติถูกรบกวนในระยะยาว

อีกปัจจัยสำคัญคือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ การประมง หรือการใช้น้ำ หากทรัพยากรถูกนำมาใช้ในระดับที่ธรรมชาติยังสามารถทดแทนและฟื้นตัวได้ ก็อาจดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน แต่เมื่อมีการใช้เกินกว่าที่ระบบธรรมชาติจะรองรับได้ ทรัพยากรเหล่านั้นย่อมลดลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบสะสมในวงกว้าง ยกตัวอย่างการใช้น้ำใต้ดินอย่างต่อเนื่องในเขตเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาดินทรุดและความเปราะบางของพื้นที่เมืองในระยะยาว

ชี้โฆษณารอบตัวเร่งการบริโภค ลดทุนธรรมชาติ 40%

รูปแบบการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันยังเป็นอีกแรงขับสำคัญที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่การจับจ่ายมักอิงตามความจำเป็น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเผชิญกับการสื่อสารทางการตลาดอย่างเข้มข้นผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งสื่อออนไลน์ ป้ายโฆษณา หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้เกิดพฤติกรรมการซื้อที่ถูกกระตุ้นมากขึ้น และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยในปี 2550 มนุษย์เจอโฆษณาเฉลี่ย 500 ตัวต่อวัน พอถึงปี 2549 ตัวเลขพุ่งเป็น 4,000 ตัว และคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ เราอาจต้องเผชิญกับโฆษณาแฝงในชีวิตประจำวันมากถึง 10,000 ตัวต่อวัน

การศึกษาพบว่า ระหว่างปี 2535–2557 ทุนมนุษย์และการผลิตของโลกเติบโตขึ้นราว 13% ขณะที่ “ทุนธรรมชาติ” กลับลดลงถึง 40% สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังขยายตัวบนฐานทรัพยากรที่เสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะเมื่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานลดลง ระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนก็ย่อมเผชิญความเปราะบางตามมาเช่นกัน

ทุนธรรมชาติ

บริการจากธรรมชาติ มูลค่าที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้

ดร.สุภัชญา กล่าวว่า ธรรมชาติไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะแหล่งความหลากหลายของพืชและสัตว์เท่านั้น แต่ยังมอบ “บริการจากระบบนิเวศ” หรือ Ecosystem  Services ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย รวมถึงบริการทางอ้อมอย่างการผสมเกสร การรักษาคุณภาพดินและน้ำ การควบคุมโรค และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยที่ไม่เคยถูกนำมาคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ค้างคาว

เช่นเดียวกับบทบาทของค้างคาวในฐานะผู้ผสมเกสรทุเรียนในหลายพื้นที่ เมื่อแหล่งอาศัยตามธรรมชาติถูกกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การระเบิดภูเขาหินปูนหรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนค้างคาวลดลง ส่งผลโดยตรงต่อการติดผลของทุเรียนในพื้นที่ เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงต้องหันมาผสมเกสรด้วยแรงงานคนแทน สะท้อนให้เห็นว่าบริการจากธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นได้เองนั้นมีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่หลายฝ่ายตระหนัก

“สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนเชื่อมโยงและพึ่งพากันในระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมไม่อาจแยกขาดจากสิ่งแวดล้อมได้ ธรรมชาติไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ แต่ยังมอบบริการจากระบบนิเวศที่ช่วยค้ำจุนชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผสมเกสรที่ช่วยให้พืชผลติดดอกออกผล การรักษาสมดุลของดินและน้ำ ไปจนถึงการควบคุมโรคตามธรรมชาติ หลายอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันโดยไม่เคยถูกตีมูลค่าทางบัญชี แต่กลับมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต” ดร.สุภัชญา กล่าว

เวทีระหว่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก หรือ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ที่ตั้งเป้าหมายให้โลกเร่งฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ “Nature Positive” ภายในปี 2573 โดยครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการเพิ่มการลงทุนด้านธรรมชาติ เพื่อให้ “ทุนธรรมชาติ” กลับมาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาในระยะยาว