SPCG จับมือ PEA ENCOM ลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ในพื้นที่ EEC ให้เป็นสังคม Low Carbon Society


บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ PEA ENCOM ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เป็นพื้นที่ที่ใช้พลังงานสะอาด และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม สร้างสุขให้ทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ EEC และประชาชนที่อาศัยโดยรอบ คณะกรรมการนโยบายภาคตะวันออด ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) รับผิดชอบในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ และทันการเจริญเติบโตของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และให้จัดหาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เพื่อใช้ในพื้นที่ EEC โดย PEA ได้มอบหมายให้บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล ดำเนินการ

ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ

ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่า SPCG มีความภาคภูมิใจในการร่วมมือกับ PEA ENCOM ในการที่จะลงทุนโครงการพลังงานไฟฟ้า (แสงอาทิตย์) ใน EEC ให้เป็นพื้นที่สะอาดต้นแบบ หรือโมเดลใหม่ของประเทศไทยเป็นพื้นที่ชั้นนำของโลกในการใช้พลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้แนวคิด Low Carbon Society และพื้นที่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) ซึ่งตอบโจทย์และมีความเหมาะสมที่สุดในพื้นที่ EEC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จะเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดการเกิดปัญหามลพิษทางอากาศ นี้เป็นการสอดคล้องตามแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาพื้นที่ EEC ที่มีการกำหนดว่าการพัฒนาพื้นที่ EEC จะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ เพื่อเป็นการนำไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนให้พื้นที่ EEC เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ

นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา

นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้เกิดการจ้างงานกว่า 50,000 คนในช่วงของการพัฒนาโครงการ และการใช้พลังงานใน 3 จังหวัดนี้ ได้กำหนดสัดส่วนให้การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าจะอยู่ที่ร้อยละ 70:30 นั้นคือ การใช้พลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคต จะเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการในการใช้พลังงานในพื้นที่ EEC

ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่ EEC จะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจประเทศไทยและยังเป็นการใช้พลังงานสะอาดเพื่อเป็นการสร้างพื้นที่ที่มีคาร์บอนต่ำ นี้จะเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ชุมชน และสาธารณูปโภคโภคของสังคม รวมถึงยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้าตันคาร์บอน ภายในระยะเวลา 30 ปี หรือประมาณ 4 แสนตันคาร์บอนต่อปี