การส่งออกรถยนต์มือสองจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนา ต้นเหตุสำคัญก่อมลพิษสู่โลก


รายงานจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP (UN Environment Programme) เผยให้เห็นปริมาณของ รถยนต์ใช้แล้วที่ถูกกำจัดออกจากท้องถนนของ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่มีราวสามล้านคันในแต่ละปี ระหว่างปี 2558-2561 และเกือบทั้งหมดของรถยนต์มือสองเหล่านี้ ถูกส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา โดยมากกว่าครึ่งมีปลายทางสิ้นสุดในแอฟริกา การกำจัดรถยนต์เก่าดังกล่าวช่วยทำความสะอาดท้องฟ้าเหนือประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันการลงเอยในประเทศกำลังพัฒนานั้นก่อมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ด้วยความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นของการครอบครองรถยนต์ในประเทศกำลังพัฒนาที่คาดว่าจะเป็นแหล่งปล่อยมลพิษที่สำคัญในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า UNEP จึงเรียกร้องให้เข้มงวดกฎสำหรับการส่งออกและนำเข้ารถยนต์เก่าที่ก่อมลพิษ

“ประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องหยุดการส่งออกยานยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการใช้งานในประเทศของตนเองไปยังประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้าควรกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” Inger Andersen ผู้อำนวยการบริหารของ UNEP กล่าว

UNEP ยังกล่าวอ้างถึงข้อมูลการสอบสวนของทางการเนเธอร์แลนด์ในปี 2019 ซึ่งพบว่าอายุเฉลี่ยของยานพาหนะที่รอการส่งออกคือ 18 ปี และรถยนต์เก่าเหล่านี้ผ่านการใช้งานมามากกว่า 200,000 กม. (125,000 ไมล์) โดยเฉลี่ย และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเครื่องฟอกไอเสียที่ช่วยลดก๊าซพิษจากไอเสีย และจาก 146 ประเทศปลายทางผู้นำเข้า มีกว่าสองในสามที่ถูกมองว่ามีกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้ายานยนต์ใช้แล้ว และบางประเทศไม่มีมาตรฐานด้านมลพิษ