One Suntory สานต่อโครงการ “เรารักษ์น้ำ” ปีที่ 3 เชื่อมบทเรียนจากต้นน้ำสู่ชุมชน ปลูกพลังเยาวชนดูแลน้ำระยะยาว


หลายพื้นที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม และความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำกับความต้องการใช้น้ำ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อทั้งภัยแล้งและอุทกภัย ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชนเมืองยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมการสนับสนุนจากบริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด จึงเดินหน้าสานต่อโครงการ “วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ” ประจำปี 2569 (One Suntory Mizuiku Program 2026) ภายใต้แนวคิด “ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา” (No Water, No Life) ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) เพื่อปลูกฝังความรู้และจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแก่เยาวชน

One Suntory สานต่อโครงการ “เรารักษ์น้ำ” ปีที่ 3

โครงการในปีนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยพาเยาวชนเรียนรู้ “การเดินทางของน้ำ” ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ผ่านการลงพื้นที่ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกสาริกา และป่าชุมชนบ้านเนินมะค่า เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของชุมชน พร้อมเสริมความรู้ด้านป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ วัฏจักรน้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โอเมอร์ มาลิค

โอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คน ซันโทรี่จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายขององค์กรที่มุ่ง “จุดประกายความสดใสของชีวิต โดยการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้ผู้คนได้อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล” ซันโทรี่ได้ขับเคลื่อนโครงการการศึกษาด้านธรรมชาติและน้ำ ‘มิซุอิกุ’ (Suntory Mizuiku – Education Program for Nature and Water) ซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2547 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำและปลูกฝังการอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ

ปัจจุบันโครงการได้ขยายผลไปแล้วใน 9 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย เวียดนาม จีน สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ในประเทศไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) และบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) มาเป็นเวลา 3 ปี เพื่อดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “One Suntory” โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เยาวชนอายุระหว่าง 10-12 ปี เนื่องจากผลการวิจัยระบุว่าเป็นช่วงวัยที่พร้อมรับกระบวนการเรียนรู้และสามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนเป้าหมายระดับโลกของกลุ่มบริษัทซันโทรี่ในการเข้าถึงโครงการอนุรักษ์น้ำและแหล่งน้ำสะอาดแก่ประชากร 5 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573

สำหรับกลไกการดำเนินงานของโครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การจัดค่ายเยาวชน (Water Camp) และการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ (Mizuiku Water Model School) ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มเครือข่ายที่ริเริ่มโมเดลโรงเรียนต้นแบบนี้ ในด้านการคัดเลือกโรงเรียน โครงการจะพิจารณาผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของบุคลากรและนักเรียน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ (Infrastructure) และการขยายผลไปสู่ชุมชนรอบข้าง โดยโรงเรียนที่เข้าร่วม 30 แห่งจะได้รับเงินสนับสนุนเริ่มต้นแห่งละ 10,000 บาท เพื่อนำไปดำเนินโครงการอนุรักษ์น้ำภายในสถานศึกษา และจะมีการคัดเลือกจนเหลือ 2 โรงเรียนสุดท้ายที่มีผลงานโดดเด่นเพื่อไปศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน

ทานุจ ชาดา

ทานุจ ชาดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ ‘วัน ซันโทรี่ มิซุอิกุ: เรารักษ์น้ำ’ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนและคุณครูรวมกว่า 19,700 คน จาก 60 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและระยอง

โดยในปีนี้ เราได้ขยายโครงการฯ สู่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินกิจการอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและโรงเรียนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมเรียนรู้และต่อยอดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในชุมชนของตนเอง

อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์

อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre หรือ EEC) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “ค่ายมิซุอิกุ ผู้พิทักษ์รักษ์น้ำ” คือการสร้างความเข้าใจเรื่องทรัพยากรน้ำผ่านแนวคิด “Edutainment” ที่ผสานการเรียนรู้ ความสนุก และการลงมือปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน ภายใต้สารหลัก “No Water No Life” หรือ “ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา” เพื่อให้เยาวชนตระหนักว่าน้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นรากฐานของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน

สำหรับการจัดค่ายในปีนี้ ได้เลือกจังหวัดนครนายกเป็นพื้นที่เรียนรู้ภาคสนาม เพื่อให้เยาวชนได้เห็นความเชื่อมโยงของระบบนิเวศน้ำตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำที่น้ำตกสาริกา ระบบบริหารจัดการน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล ไปจนถึงบทบาทของป่าชุมชนในการรักษาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ โดยสอดแทรกแนวคิด Nature-based Solutions หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงความสำคัญของดินและป่าต้นน้ำที่ทำหน้าที่เป็นกลไกธรรมชาติในการกักเก็บและกรองน้ำ โดยได้เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 10–12 ปี และคุณครู จาก 30 โรงเรียนในจังหวัดชลบุรีและสระบุรี รวมกว่า 500 คน ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ   ในปีนี้ยังได้รับเกียรติจากน้อง ๆ โรงเรียนผู้ชนะการประกวดจากโครงการฯ ในปี 2568 (Mizuiku Alumni) กลับมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนผู้เข้าร่วมค่ายในรุ่นปัจจุบัน

One Suntory สานต่อโครงการ “เรารักษ์น้ำ” ปีที่ 3

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งปลูกฝังความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการแปลงองค์ความรู้ที่ซับซ้อนให้เป็นประสบการณ์ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้เห็นว่าความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยกิจกรรมทั้งหมดดำเนินการภายใต้การดูแลของทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 70 คน ผ่านฐานการเรียนรู้ 9 สถานี ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนความรู้สู่การลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การพัฒนานวัตกรรมประหยัดน้ำในโรงเรียน หรือการจัดตั้งเครือข่ายและชมรมอนุรักษ์น้ำในชุมชน

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจัดค่ายระยะสั้น แต่คือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างน้ำ ธรรมชาติ และความยั่งยืน พร้อมที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรของประเทศในระยะยาว” อเล็กซานเดอร์ กล่าว