ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” ต้นตำรับยาดมคุณภาพที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานถึง 90 ปี ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้การบริหารงานที่มุ่งเน้นการรักษารากฐานเดิมควบคู่ไปกับการปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับยุคสมัย พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์
เดิมทีโป๊ยเซียนถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ แต่ในระยะหลังเริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และในระดับสากลมากขึ้น แม้ว่าตัวผลิตภัณฑ์จะไม่มีการปรับปรุงสูตรหรือลักษณะทางกายภาพเพื่อเอาใจกลุ่มเด็กโดยเฉพาะ แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์เกิดจากการเห็นผู้ใหญ่ใช้งานสืบต่อกันมา ประกอบกับการเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงและไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการยอมรับโดยธรรมชาติจากผู้บริโภคทุกกลุ่มโดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือศาสนา
“โป๊ยเซียน”เปลี่ยนกลยุทธ์ เจาะกลุ่มคนเจน Z
ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” เปิดเผยว่า หลังจากที่เราได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเป็นแบรนด์ที่ “อยู่ในถ้ำ” มาเกือบ 9 ทศวรรษ สู่การเปิดตัวสู่สาธารณะอย่างเต็มตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์เริ่มขยายช่องทางการสื่อสารเข้าสู่โลกออนไลน์ โดยเริ่มต้นจาก Facebook และ YouTube เมื่อ 3 ปีก่อน ตามด้วย Instagram และการให้ความสำคัญกับ TikTok มากขึ้นในปีที่ผ่านมา เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมภาคสนาม เช่น การลงพื้นที่โรงเรียนและงานคอนเสิร์ตต่างๆ เนื่องจากต้องการสัมผัสกับพฤติกรรมจริงของผู้บริโภคที่โลกออนไลน์ให้ไม่ได้ ทั้งการสังเกตแววตา ปฏิกิริยาตอบสนอง และความพึงพอใจของครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงแนวทางการเข้าถึงผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“การสร้างแบรนด์ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อพื้นที่สื่อ หรือป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ไม่มีใคร ได้ประโยชน์อะไร แต่เรากลับมองว่าเราสามารถเอาเงินก้อนเดียวกัน มาทำป้ายโฆษณารูปแบบใหม่ เช่น เก้าอี้ ร่มกันแดดกันฝน ที่สร้างการมองเห็นแบรนด์ได้เหมือนกัน และสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมากได้” ณัฐพงศ์ กล่าว

เปลี่ยนเม็ดเงินโฆษณาเป็นคุณค่าต่อสังคม ส่งมอบเก้าอี้กว่า 6,000 ตัว
ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ในอดีตก่อนช่วงโควิด-19 เคยมีการใช้งบสูงถึง 129 ล้านบาทต่อปีผ่านสื่อดั้งเดิม 100% โดยไม่มีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน แต่ปัจจุบันได้ปรับมาใช้งบประมาณราว 50-60 ล้านบาทต่อปี โดยเน้นไปที่การสร้างแบรนด์และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อย่างมีทิศทาง โดยในปี 2569 นี้ โป๊ยเซียนได้ส่งมอบเก้าอี้ม้านั่งให้โรงพยาบาลรัฐประจำอำเภอ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด อาทิ โรงพยาบาลใน จ.ชัยภูมิ, ระนอง,บึงกาฬ, เชียงราย, นครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (ม.อ.), ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, หนองคาย, บึงกาฬ, ตรัง,อ่างทอง, สิงห์บุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, แพร่, เพชรบูรณ์, กาญจนบุรี, กาฬสินธุ์,อุดรธานี และเลย เป็นต้น รวมกว่า 5,000 ตัว
นอกจากนี้ ยังส่งมอบม้านั่งพักผ่อน และร่มกันแดดกันฝนในโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และวัดต่างๆ มากกว่า 30 แห่ง อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดไชยวัฒนาราม, วัดราชบูรณะ, วัดมหาธาตุ, วัดมงคลบพิตร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม, อุทยาน ร.2 และวัดพระธาตุประจำปีเกิด รวมกว่า1,000 ตัว
เติมเต็มพื้นที่รอคอยผู้ป่วย
ล่าสุด ได้ขนเก้าอี้ม้านั่งจำนวน 360 ตัว ลงพื้นที่ไปมอบให้กับ 5 โรงพยาบาลรัฐประจำอำเภอ ในจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย โรงพยาบาลชลบุรี อ.เมือง จำนวน 100 ตัว, โรงพยาบาลพนัสนิคม อ.พนัสนิคม จำนวน 150 ตัว, โรงพยาบาลพานทอง อ.พานทอง จำนวน 40 ตัว, โรงพยาบาลเกาะจันทร์ อ.เกาะจันทร์ จำนวน 40 ตัว และโรงพยาบาลหนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จำนวน 30 ตัว เพื่อแก้ไขปัญหาเก้าอี้ม้านั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการในโรงพยาบาล

วางเป้าหมายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก มากกว่ามุ่งกำไร
ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวเสริมว่า โป๊ยเซียนได้ต่อยอดกิจกรรมด้านความยั่งยืน สู่โครงการ “Green Together” ที่นำขยะพลาสติกจากการผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น บล็อกปูถนนในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เก้าอี้พลาสติก รวมถึงเสื้อและกระเป๋า โดยกำไรจากการจำหน่ายจะนำไปสนับสนุนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กกลุ่มเปราะบาง
สำหรับทิศทางในอนาคต โป๊ยเซียนมุ่งหวังที่จะเป็นแบรนด์ที่ยั่งยืนและได้รับความรักจากผู้บริโภคมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไร รากฐานสำคัญที่แบรนด์จะไม่เปลี่ยนแปลงคือ “ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” และการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าให้สม่ำเสมอ โป๊ยเซียนยังคงยึดมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผ่านทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ โดยมีแผนที่จะขยายโครงการเพื่อสังคมให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง เพื่อให้แบรนด์ก้าวสู่การเป็นสถาบันที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริงเมื่อครบวาระ 100 ปี